เพาะต้นกล้าไว้ในใจ: มุมมองต่ออนาคตของเด็กเยาวชนแห่งลำนารายณ์

“เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า” 

ประโยคสุดคลาสสิคที่ใช้ได้เสมอมาและเป็นแนวคิดที่องค์การบริหารส่วนตำบลลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ยึดถือในการพัฒนาเด็กและเยาวชนตลอดระยะกว่าสิบปีที่ผ่านมา ด้วยนโยบายให้ความสำคัญต่อเด็กและเยาวชนและพื้นที่และเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกับท้องถิ่น รวมถึงได้พยายามพัฒนาและทดลองหาวิธีปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเด็กเยาวชนมากที่สุด ท่ามกลางความท้าทายจากบริบทแห่งยุคสมัย

ฝ่าความท้าทาย

ตำบลลำนารายณ์มีลักษณะเป็นไข่ขาวอยู่วงนอกของเทศบาลตำบลลำนารายณ์ พื้นที่ในความรับผิดชอบของ อบต.ลำนารายณ์ แบ่งออกเป็นฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกอยู่แยกกัน โดยฝั่งตะวันตกอยู่ติดกับภูเขา ฝั่งตะวันออกเป็นที่ราบและมีแม่น้ำป่าสักไหลเป็นแนวตะวันออก-ตะวันตก ประชากรส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม ปัจจุบันคนวัยทำงานนิยมออกนอกพื้นที่จึงหลงเหลือเพียงแค่เด็กเยาวชนและผู้สูงอายุที่อยู่กับบ้าน ด้วยแนวคิดว่าเด็กในวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า องค์การบริหารส่วนตำบลจึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นต้องสร้างศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญให้กับชุมชน

ความท้าทายที่ต้องเผชิญเมื่อต้องทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชนคือ การดึงความสนใจเด็ก ๆ ให้มาเข้าร่วมกิจกรรมของท้องถิ่น น้องอาร์ม สรศักดิ์ ภิรมย์ชม วัย 21 ปี ประธานสภาเด็กและเยาวชน เล่าถึงความทรงจำที่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ว่า “เมื่อก่อนเด็ก ๆ เบื่อกิจกรรมที่เน้นการฟังอบรม อย่างคนรุ่นเดียวกันตอนนี้ก็ไม่มีใครเข้ามาทำงานตรงนี้ เพราะเมื่อก่อนมันดึงความสนใจไม่ได้ พอตอนนี้กิจกรรมเน้นการฝึกปฏิบัติ ทดลองทำมากขึ้น น้อง ๆ ก็อยากมาทำ แล้วก็เข้ามาทำงานในสภาเด็กและเยาวชนมากขึ้น” 

ภาพกิจกรรมของสภาเด็กเยาวชนตำบลลำนารายณ์

นอกจากนี้ พี่วิล ถวิล ภูแช่มโชติ หัวหน้าสำนักปลัด อบต. ลำนารายณ์ มองว่าปัญหาความยากจนยังคงเป็นปัญหาหลักต่อการพัฒนางานโครงการเด็กและเยาวชน เด็กบางคนมาเข้าร่วมกิจกรรมได้จนถึงแค่ ป.5-6 เมื่อโตขึ้นพวกเขาต้องช่วยที่บ้านทำงานในวันเสาร์อาทิตย์ บางคนต้องออกจากระบบการศึกษาเมื่อจบ ม.3 ข้อจำกัดด้านความยากจนนี้เองทำให้พวกเขามาเข้าร่วมกิจกรรมไม่ได้แม้จะอยากจะทำกิจกรรมก็ตาม ด้วยปัญหาดังกล่าวทาง อบต.ลำนารายณ์ จึงตั้งโครงการจำนวนหนึ่งที่สามารถสร้างเสริมอาชีพให้แก่คนชุมชนได้ เช่น การปลูกผักปลอดสารพิษที่ส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ขั้นตอนการปลูกผักตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงการจัดจำหน่าย การส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่พบในพื้นที่ เพื่อให้ครัวเรือนได้มีวิธีการรักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้ ทั้งนี้ พี่วิลให้ความเห็นว่า ที่ลำนารายณ์ยังคงอยู่ในช่วงการทดลองเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ปรับกันทั้งฝั่งผู้ใหญ่และฝั่งเด็ก ทุกการทำงานจะกลายเป็นประสบการณ์และพัฒนากันต่อไป

เสียงของเด็กมีความหมาย

การจัดตั้งศูนย์ประสานงานเด็กและเยาวชนที่เป็นตัวเชื่อมการทำงานระหว่าง อบต. ลำนารายณ์กับสภาเด็กและเยาวชน ทำให้ผู้ใหญ่รับรู้ปัญหาและความต้องการของเด็ก เมื่อเด็กมีที่ทางในการรวมกลุ่มของตนเอง สามารถแสดงความคิดเห็น นำเสนอสิ่งที่ตนเองอยากทำ จากนั้นนำเสนอแผนงานต่อ อบต. เพื่อเข้าสู่กระบวนการต่อไป หากความคิดเห็นของตนเองได้รับเลือกหรือแม้กระทั่งตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง “เสนอมาแล้วผู้ใหญ่รับฟัง” จึงถือเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ดึงให้เด็ก ๆ อยากทำอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่อไป เมื่อเด็กและเยาวชนได้เห็นความสามารถตนเอง ได้เห็นว่ามีศักยภาพที่ยังพัฒนาต่อไปได้ พวกเขาก็จะเริ่มอยากเข้ามามีบทบาทในสภาเด็กแล้วส่งต่อให้รุ่นถัดไป

สมาชิกผู้เข้าร่วมมีตั้งแต่อายุ 3 ขวบจนถึงวัย 20 ปี ความแตกต่างของช่วงวัย ได้กลายเป็นหนึ่งในงานยากของการจัดการกิจกรรม การรวมตัวเด็ก ๆ ในพื้นที่ต้องหาช่วงเวลาสุดสัปดาห์และจัดรถตู้รับส่งตามบ้าน ทาง อบต. ต้องหารือร่วมกันกับสภาเด็กและเยาวชนเพื่อหาจุดตรงกลางเป็นกิจกรรมที่ทำได้ทุกช่วงวัย 

พี่วิล ถวิล ภูแช่มโชติ เล่าว่า “เด็กแต่ละช่วงวัยมีการเรียนรู้และการรับรู้ต่างกัน เด็กๆ เสนอกิจกรรมมาเยอะมาก เช่น ผ้ามัดย้อม เทียนเจล สกรีนลายเสื้อ แต่เราก็ต้องหาที่ทำกันได้ทุกวัยเลยเลือกเสื้อมัดย้อม แล้วก็ต้องคำนึงว่าจะทำมัดย้อมแบบร้อนหรือแบบเย็น กิจกรรมต่าง ๆ พี่ต้องคอยดูแลน้อง คอยสอนน้องด้วย พอทำได้แล้วเขาก็ภูมิใจ พอทำได้ก็มาทำอีก”

พี่วิล ถวิล ภูแช่มโชติ หัวหน้าสำนักปลัด อบต. ลำนารายณ์

มุ่งสู่อนาคตของตำบลแห่งสุขภาพ

“ตำบลสุขภาวะ” คือเป้าหมายที่ อบต.ลำนารายณ์ และเด็กเยาวชน ปักธงเอาไว้ในวันข้างหน้า ภาพที่อยากเห็นร่วมกันคือคนในตำบลสุขทั้งกายและใจ ดังนั้นท้องถิ่นจึงมีนโยบายเน้นความปลอดภัยทางอาหาร ปลูกผักปลอดสารเคมีทั้งหมด ด้วยพื้นที่อยู่ริมแม่น้ำป่าสักมีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกจะส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในวงกว้าง จึงเกิดการส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์โดยเด็กและเยาวชนเป็นส่วนหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนา นางสาวอัญชลี พรหมโคตร ปลัด อบต. ลำนารายณ์ ให้ความคิดเห็นว่า “การสร้างสุขภาพที่ดีไม่ใช่แค่สุขคนเดียวหรือกลุ่มคน ต้องขยายไปสู่คนในสังคมด้วย และอยากจะปลูกฝังให้เด็กเยาวชนที่จะมาเป็นผู้ใหญ่ทดแทนเราในอนาคต รับผิดชอบต่อสังคม ดูแลชุมชนสังคมที่เขาอยู่อาศัยได้”

แนวคิดการสร้างตำบลสุขภาวะมีฐานมาจากต้นทุนทางสังคมที่ท้องถิ่นมีอยู่นั้นก็คือ พืชสมุนไพรที่พบในพื้นที่ ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ฝั่งตะวันตกของลำนารายณ์เป็นพื้นที่ภูเขาหินปูนและมีแม่น้ำลำธาร สิ่งนี้ได้กลายเป็นต้นทุนของชุมชน พืชพันธุ์ธรรมชาติมากมายสามารถใช้เป็นสมุนไพรเพื่อประโยชน์ในลักษณะต่าง ๆ ได้ การสำรวจพืชสมุนไพรในพื้นที่ที่ผ่านมานั้นเก็บรวบรวมได้กว่า 60 ชนิด ตัวอย่างเช่น ต้นแจง ต้นกระชาย ต้นดอกอัญชัน  ต้นขมิ้น ว่านหางจระเข้ ฟ้าทะลายโจร ไพร มะขามป้อม เป็นต้น บางต้นเป็นพืชที่ชาวบ้านฟันทิ้งเพราะไม่ทราบว่ามีสรรพคุณทางยา จากการสำรวจดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดความมุ่งหวังในอนาคตว่าลำนารายณ์อาจสามารถกลายเป็นชุนชนต้นแบบในด้านสมุนไพร จัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลิตภัณฑ์จากต้นแจงซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่น จัดเส้นทางชมสมุนไพรตามธรรมชาติโดยมีเด็กเป็นไกด์นำชม 

ภาพการทำกิจกรรมสำรวจพืชพันธุ์ธรรมชาติบนภูเขา

นอกจากนี้สภาเด็กและเยาวชนตำบลลำนารายณ์ยังมีนวัตกรรมทางสังคมที่เด็กและเยาวชนขับเคลื่อนร่วมกัน คือ “หมอยาสภาเด็ก” เริ่มต้นจากที่เด็ก ๆ เห็นว่าตำบลลำนารายณ์อุดมไปด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิด ขณะเดียวกันองค์ความรู้ด้านพืชสมุนไพรและวิธีการรักษาแบบพื้นบ้านของชุมชนกำลังจะสูญหายไป นวัตกรรม “หมอยาสภาเด็ก” เป็นการพัฒนาศักยภาพให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้พืชสมุนไพร ฝึกปฏิบัติการรักษาด้วยสมุนไพรเบื้องต้น และสร้างเยาวชนต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพได้ น้องอาร์ม ประธานสภาเด็กและเยาวชน พูดถึงเป้าหมายของพวกเขาว่าอยากเห็นศักยภาพของเด็ก ๆ ที่เกิดจากมีส่วนร่วมในขั้นตอนต่าง ๆ อยากให้ตำบลเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสมุนไพร ผู้คนมีสุขภาพที่ดีพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงช่วยเหลือกันภายชุมชนต่อไป

ภาพกิจกรรมหมอยาสภาเด็ก

โครงการหมอยาสภาเด็กตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องผู้สูงอายุอยู่บ้านตามลำพังกับหลาน ส่วนคนในวัยทำงานจะออกไปทำงานนอกพื้นที่ ผู้สูงอายุจึงไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร หากพัฒนาเด็กให้มีความรู้ด้านยาและการรักษาด้วยสมุนไพรพื้นถิ่นจะทำให้เกิดการพึ่งพาตนเอง เด็กสามารถเป็นหมอประจำบ้านได้ พี่วิล นางสาวถวิล ภูแช่มโชติ หัวหน้าสำนักปลัด อบต. ลำนารายณ์ ให้ความเห็นว่า ในอนาคตอยากให้มีคนมาเข้าร่วมกิจกรรมโครงการมากขึ้น และอาจจะสำเร็จได้ด้วยพลังปากต่อปาก เมื่อเด็ก ๆ รู้สึกสนุกกับการทำกิจกรรม เขาก็จะบอกเล่ากับเพื่อนต่อไป ปัจจุบันทางสื่อสารกันด้วยช่องทางไลน์ (Line) สร้างเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มของ อบต. และกลุ่มรวมน้อง ๆ ไว้เป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์รวมถึงลงรูปกิจกรรม เมื่อเด็ก ๆ ได้เห็นรูปบรรยากาศกิจกรรมที่พลาดไป เขาก็อยากมาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งถัดไป

ภาพกิจกรรมของสภาเด็กเยาวชนตำบลลำนารายณ์

สิ่งสำคัญในการพัฒนาเด็กไม่ใช่มีแค่เด็กเท่านั้นที่อยู่ในกระบวนการนี้เท่านั้น คนทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย เมื่อผู้ใหญ่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กแล้วการทำงานจึงเกิดขึ้นได้ การทำงานในตอนนี้ใช้เวลาวันหยุดสุดสัปดาห์มาระดมสมองและจัดกิจกรรมกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ใหญ่ต้องเสียสละวันหยุดเสาร์อาทิตย์สำหรับพักผ่อนของตนมาทำงานเพื่อชุมชน ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กเองก็เสียสละเช่นกันแทนที่จะได้อยู่บ้านเล่นเกมดูการ์ตูนเปลี่ยนเป็นมาทำกิจกรรมนอกบ้านแทน

หน่วยงานท้องถิ่นกับสภาเด็กและเยาวชนที่ตำบลลำนารายณ์แห่งนี้ มีความฝันร่วมกันถึงการพัฒนาคนและชุมชนที่เข้มแข็ง โดยต้องเริ่มจากพัฒนาเด็กให้มีความรู้ความสามารถ การมีส่วนร่วมระหว่างเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้นำชุมชน รวมถึงผู้บริหารในระดับต่าง ๆ มุ่งสู่การเป็นตำบลตัวอย่างที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสมุนไพร ยาแผนโบราณ รวมถึงสร้างคนให้กลับมาพัฒนาและช่วยเหลือชุมชนให้ก้าวทันโลกต่อไป

“สิ่งที่ทำอาจไม่ได้เห็นผลตอนนี้ แต่ต่อไปอาจจะเห็นก็ได้ เหมือนเพาะตันกล้าไว้ในใจแล้ว จะงอกงามเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่หวังว่าในวันข้างหน้า เขาจะได้นำสิ่งที่เราพาเขาทำ มาใช้กับชุมชนเราต่อไป”

นางสาวอัญชลี พรหมโคตร ปลัด อบต. ลำนารายณ์

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เกี่ยวกับผู้เขียน

apita
อภิษฐา ดวงมณี
ผลงานชิ้นอื่นๆ

นักเรียนมานุษวิทยา สอนสังคมบ้าง ฝรั่งเศสบ้างแล้วแต่ช่วง ปัจจุบันเป็นแม่ค้าออนไลน์

+1

เรื่องที่คล้ายกัน

guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments

Categories