- เมื่อขอบเขตงานของครูไม่ได้มีแต่ “การสอนให้ดี” เราจึงอยากชวนสำรวจปัญหารอบทิศทางของบทบาทครูในสังคมสมัยใหม่ผ่านหนังสองเรื่องที่เล่าถึงประเด็นร่วมสมัยในรั้วโรงเรียน
- Steve (2025) ภาพยนตร์ของ Tim Mielants พาเราตามติดชีวิตสุดตึงเครียดหนึ่งวันของครูใหญ่อย่างสตีฟ ที่เผชิญปัญหารุมเร้าราวนัดกันมา ส่วน The Teachers’ Lounge (2023) ของ ILker çatak จะพาเราไปสำรวจภาวะอึมครึมของโรงเรียนรัฐที่ผู้ร้ายขโมยเงินยังลอยนวล คลาร่า ครูประจำชั้นเลือกปกป้องนักเรียนของเธอและจมอยู่กับ ‘การสื่อสาร’ กับปัญหาที่เข้ามารุมล้อม
- สิ่งที่ทั้งในและนอกจอมีร่วมกันคือ ‘งานอื่น’ มากกว่า ‘งานสอน’ และจำนวนครูไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนเด็ก ครูจึงเสมือนอาชีพที่อยู่บนจุดตัดทางจริยธรรม ความคาดหวังของสังคม รวมถึงแรงกดดันของตัวเอง
ฟ้าครึ้ม แต่ฝนยังไม่ตก สตีฟ (รับบทโดย Cillian Murphy) รุดหน้าไปยังคฤหาสน์สแตนตันวู้ด โรงเรียนทางเลือกกลางทิวทัศน์ของชนบทอังกฤษ ระหว่างขับรถ เขาพูดใส่เทปเตือนตัวเองว่าวันนี้ ‘ต้องทำ’ และ ‘ควรทำ’ อะไรบ้าง ความกระตือรือร้นจนออกแนววิตกกังวลทำให้เรารู้ตั้งแต่เปิดเรื่องว่าชีวิตการทำงานของเขาหนักหนาเอากา
วันนั้นเองที่ปัญหาทุกอย่างในชีวิตเลือกปรากฏต่อหน้าเขาราวนัดกันมา ทีมสารคดีเข้ามาถ่ายทำสกู๊ปข่าวสั้นๆ เพื่อเผยแพร่ลงหลังรายการช่วงหัวค่ำ สส. เขตผู้อ้วนฉุเข้ามาหาเสียงเลือกตั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐแจ้งว่าโรงเรียนของเขาต้องปิดตัวลงภายในหกเดือน นี่ยังไม่นับการทะเลาะเบาะแว้งของเหล่าเด็กมีปัญหาซึ่งเสมือนเรื่องสามัญประจำวัน
Steve (2025) ภาพยนตร์ของ Tim Mielants พาเราตามติดชีวิตอันตึงเครียดหนึ่งวันของครูใหญ่อย่างสตีฟ ตัวภาพยนตร์เซ็ตฉากหลังไว้ในปี 1996 ในบริบทที่พรรคแรงงานกำลังจะชนะเลือกตั้ง และแฟนบอลคาดหวังกับทีมชาติของพวกเขาในฟุตบอลยูโร (ซึ่งอังกฤษเป็นเจ้าภาพเอง) สิ่งแวดล้อมนี้บอกเราระหว่างบรรทัดแล้วว่า ทุกอย่างจะไม่ได้ดั่งใจเขา (เหมือนที่อังกฤษจะไม่ได้เป็นแชมป์ในบ้านตัวเอง) แต่เขาจะค้นพบบางสิ่งที่ต่างออกไป
หนังดำเนินเรื่องไม่ประนีประนอมกับคนดู ซัดให้เราเห็นถึงเรื่องราวภายใน “บ่อขยะแสนแพงของสังคม” หรือโรงเรียนดัดสันดานสแตนตันวู้ดตามคำนิยามของนักข่าวที่เข้ามาถ่ายทำ โรงเรียนแห่งนี้เป็นโครงการนำร่องของรัฐบาลอังกฤษที่นำวิธีการสอนแบบฟินแลนด์มาปรับใช้ ทว่าผลลัพธ์ไม่ได้ผลิดอกออกผลตามตัวชี้วัดของรัฐ สตีฟกับคณะครูจึงเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ว่า เด็กเหล่านี้จะต้องกลับสู่สังคมที่ไม่เข้าใจพวกเขาอีกครั้ง เพราะโรงเรียนถูกตัดงบ นั่นทำให้สตีฟอยู่ ณ ใจกลางตาพายุ เขาจมอยู่กับความรู้สึกผิดหลายชั้น ทั้งอดีตที่ตามหลอกหลอน ปัจจุบันที่ไม่อาจแก้ไข อนาคตที่พังครืน และครูที่ล้มเหลว ไม่แน่ว่าการที่เขามีบ้านให้กลับและมีครอบครัวที่อบอุ่น อาจทำให้เขารู้สึกผิดมากที่สุดเมื่อมองไปยังภูมิหลังอันเลวร้ายของบรรดาลูกศิษย์

ตัดไปที่ห้องพักครูในเยอรมนี คลาร่า (รับบทโดย Leonie Benesch) กำลังง่วนปกป้องนักเรียนของเธอที่ถูกมองว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการลักขโมย คลาร่าเผชิญแรงกดดันจากทุกทิศทางและทุกสถานที่ในโรงเรียน เธอขอรับผิดชอบในฐานะครูประจำชั้นด้วยการย้ายโรงเรียนแทนเด็กคนดังกล่าว (ซึ่งก็ไม่ได้มีหลักฐานชี้ชัด) แต่ไม่สำเร็จ เพราะครูไม่พอสอน หนำซ้ำ การไล่กล่าวหานักรียนไปทั่วในสังคมพหุวัฒนธรรมยังทำให้คณะครูถูกมองว่าเหยียดเชื้อชาติ ดังกรณีสืบสวนเด็กเชื้อสายตุรเคียที่พกเงินมาโรงเรียนมากกว่าปกติ ทั้งที่เขาเตรียมมาจากบ้านเพื่อนำไปซื้อเกมหลังเลิกเรียน
คลาร่ายังต้องให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์โรงเรียน เมื่อนักข่าวฝึกหัดยิงคำถามใส่เธอว่า “ทำไมนักเรียนถึงตกเป็นผู้ต้องสงสัย” เธออ้ำอึ้ง ทั้งดีใจที่เด็กเข้าใจบทบาทสื่อมวลชน แต่ก็หนักใจด้วยเช่นกัน เธอเลี่ยงคำตอบเพื่อปกปิดข้อคิดเห็นของเพื่อนร่วมงานในห้องพักครู ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเธอล่อเหยื่อในห้องพักครู ด้วยการใช้จอแล็ปท็อปแอบบันทึกภาพในห้องพักครู ซึ่งทำให้เธอระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ แต่นั่นแลกมากับการละเมิดความเป็นส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน เธอโดนสื่อโรงเรียนแขวนทั้งในเรื่องเลี่ยงคำตอบและการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ส่วน ผอ.โรงเรียน และทีมกฎหมายเลือกทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง พวกเขาสั่งแบนหนังสือพิมพ์โรงเรียนฉบับตีแผ่ปัญหา สิ่งเหล่านี้คือความย้อนแย้งของสังคมประชาธิปไตยที่ “ไม่ต่างจากพวกเผด็จการเลยนะครับ” แบบที่นักเรียนคนหนึ่งกล่าวเสียดสี
The Teachers’ Lounge (2023) ของ ILker çatak พาเราไปสำรวจภาวะอึมครึมของโรงเรียนรัฐ ในเรื่องนี้ คลาร่าคือคนที่อยู่ใจกลางตาพายุ แต่เธอจมอยู่ ‘การสื่อสาร’ กับปัญหาที่รายล้อมเธอมากกว่ากักขังตัวเองไว้กับความรู้สึกผิดแบบสตีฟ ในบริบทของคลาร่า เธอเป็นชาวโปแลนด์ที่เติบโตในเยอรมนี เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายในเยอรมันที่กำลังถูกทดสอบด้วยกระแสหันขวาและคลื่นผู้อพยพ แม้ความหนักเบาและรายละเอียดของปัญหาจะต่างจาก Steve (2025) แต่การใช้มุมกล้องรับหน้าตัวเอกเป็นหลักเหมือนกัน ทำให้เราพูดได้ว่า แรงกดดันเชิงวิชาชีพและจิตวิญญาณความเป็นครูทำให้ทั้งคลาร่าและสตีฟเลือกแบกทุกอย่างไว้ ส่วนตัวระบบการศึกษาที่พวกเขาสิงสถิตอยู่ ก็ไม่ได้ช่วยสนับสนุนการทำงานของพวกเขาแม้แต่น้อย พวกเขาพบความจริงที่แสนโหดร้ายว่า สิ่งที่อยู่หน้างานไม่ใช่เด็กที่รอการขัดเกลา แต่คือผลลัพธ์จากสังคมนอกรั้วโรงเรียนต่างหาก

หรือสังคมที่ ‘งานอื่น’ มากกว่า ‘งานสอน’ คือสังคมแห่งความเป็นบวก?
หากใครดูทั้งสองเรื่องประกอบกัน เราจะพบว่าครูน้ำดีอย่างสตีฟและคลาร่าแทบไม่มีเวลาได้หยุดหายใจ พวกเขาต้องพูดและสื่อสารกับเด็กด้วยคำพูดเชิงบวกเสมอ (ไม่ว่าข้างในจะรู้สึกอย่างไร) ขณะเดียวกัน พวกเขาต้องหนักแน่นเวลาสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน ไม่เพียงแค่นั้น การใช้ชีวิตในระบอบประชาธิปไตยซึ่งวัฒนธรรมพื้นที่ฐานคือ ‘ความโปร่งใส/ตรวจสอบได้’ ทำให้พวกเขาพบข้อเท็จจริงอันย้อนแย้งว่า ทุกสายตาที่จับจ้องมายังวิธีการทำงานของพวกเขาได้ริบความไว้เนื้อเชื้อใจต่อเพื่อนร่วมโลกออกไปด้วย คลาร่าไม่ไว้ใจเพื่อนครู เพื่อนครูไม่ไว้ใจคลาร่า ครูทั้งหมดไม่ไว้ใจนักเรียน และนักเรียนก็ไม่ไว้ใจครู ทุกคนต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเองพอๆ กับที่ต่อสู้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง
ส่วนในกรณีของสตีฟ รัฐตรวจสอบค่าใช้จ่ายของโรงเรียนได้ แต่กลับไม่สามารถตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกภายในจิตใจของเหล่าเด็กมีปัญหา ทั้งที่แฟ้มประเมินเด็กรายบุคคลก็อยู่ที่โรงเรียน ดังนั้น ความโปร่งใสของข้อมูลและคุณค่าของประชาธิปไตย (ที่กำลังถูกทดสอบทั่วโลก) กลับกักขังครูไว้ในระบบที่จิตวิญญาณรักเด็กไม่เพียงพอที่จะปลดปล่อยให้เด็กได้รับการขัดเกลาอย่างเต็มศักยภาพของคนเป็นครู กล่าวอีกอย่างคือ ความไว้ใจไม่อาจมีที่ยืนในสังคมที่ข้อมูลถูกใช้สนองระบบประเมินประสิทธิภาพ เพราะความไว้ใจไม่มีมาตรวัด แต่กลับเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของครูที่ต้องเชื่อใจว่านักเรียนจะพัฒนาตัวเองได้
หากเชื่อตาม Byung-Chul Han นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้เขียนหนังสือ The Burnout Society สิ่งที่สตีฟ คลาร่า และครูในชีวิตจริงทั่วโลกกำลังเผชิญคือภาวะของกระบวนการเพิ่มความเป็นบวกในโลกสมัยใหม่ (positivization) แอ่งดำใต้ตาและเส้นเลือดที่ปูดบนศีรษะของพวกเขามีสาเหตุจากการเป็นตัวกลางที่ต้องเปลี่ยนให้ความเป็นลบ (เด็กที่ยังไม่ถูกเติมเต็มศักยภาพ) กลายเป็นความเป็นบวก (เด็กที่พร้อมเรียนรู้ อยู่ได้ด้วยตัวเอง เป็นพลเมืองดี และแรงงานที่ดี) รวมไปถึงรูปแบบการสั่งสอนก็เปลี่ยนไป จากยุคถีบเด็กลงน้ำ (ความเป็นลบ) มาเป็นจับมือสอนว่ายน้ำแทน (ความเป็นบวก)
ทั้งนี้ ความเป็นบวกไม่ได้ผิด แต่ความเป็นบวกที่ล้นเกินต่างหากที่ดันขจัดความเป็นลบออกไป เช่น ความเป็นบวกไม่อนุญาตให้พวกเขาได้คิดไตร่ตรอง ทบทวน อาลัยอาวรณ์ หรือกระทั่งปฏิเสธการตอบสนองต่อปัญหา (ความเป็นลบ) พวกเขาถูกเร่งให้เดินเข้าสู่เกลียวคลื่นอันเชี่ยวหลากของสิ่งเร้าตรงหน้า ไม่แม้แต่หยุดเพื่อเดือดดาล (rage) ซึ่งเป็นอาการตอบสนองซึ่งจะช่วยให้พวกเขามองความเป็นไปได้ของทางออก สตีฟกดความเดือดดาลไว้ในยาแก้ปวดและแก้วไวน์ ส่วนคลาร่าเลือกปล่อยออกมาอย่างแยบยลเมื่อเธอชวนนักเรียนทุกคน “กรี๊ด” ก่อนเริ่มเรียน ความเดือดดาลในที่นี้จึงไม่ใช่ความก้าวร้าว แต่เป็นอำนาจของปัจเจกในการปฏิเสธทุกสรรพสิ่งออกไปในชั่วขณะ เพื่อให้ทางออกแทรกเข้ามาในความว่างนั้น ซึ่งทางออกอาจเป็นอะไรก็ได้ แต่สำหรับสตีฟและคลาร่าคือการเรียนรู้ว่าพวกเขามีศักยภาพที่จะ ‘ลงมือทำ’ เพื่อเปลี่ยนสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้น พร้อมกับมีศักยภาพที่จะ ‘ไม่ทำ’ ด้วยเช่นกัน พวกเขาพบว่าศักยภาพแบบหลังไม่ใช่การไร้ศักยภาพ หากแต่เป็นการยอมรับที่จำเป็นต้องทำลายอีโก้ของตัวเองด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า “ลำพังแค่เราคนเดียวไม่สามารถเปลี่ยนใครหรือสิ่งใดได้” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญหากองพะเนินที่ทะลักจากโลกข้างนอกมาสู่ห้องเรียน
อย่างไรก็ตาม ก็อาจเพราะคำพูดเชิงบวกที่มาจากก้นบึ้งจิตใจจริงๆ ของสตีฟที่ซึมซับเข้าไปในจิตใจของชาย (Shy – Steve ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง Shy ในปี 2023) เด็กชายบ้านแตกอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เพราะในคืนหนึ่ง ชายเลือกมีชีวิตต่อหลังจากตัดสินใจเดินขึ้นจากสระพร้อมเป้ที่เต็มไปด้วยหิน เขาปลดปล่อยความเดือดดาลด้วยการขว้างหินใส่กระจกโรงเรียนแทน การกระทำของชายถือว่าเป็นพฤติกรรมแห่งความเป็นลบในสังคมสมัยใหม่ แต่มันช่วยปลดปล่อยเขาจากความตายและทุกคนก็ยินดีที่เขามีชีวิตอยู่ต่อ ส่วนคลาร่าปลดภาระของตัวเองออกด้วยการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลากเด็กที่เธอปกป้องออกไป ในแง่นี้การไม่พูดนับว่าคือความเป็นลบที่สร้างความเป็นไปได้ทางเดียว นั่นคือเด็กคนนั้นยอมรับข้อกล่าวหา
สิ่งที่เราไม่มีทางรู้ได้เลยก็คือ สตีฟกับคลาร่าจะเผชิญอาการ ‘เบิร์นเอาต์’ หลังหนังจบหรือเปล่า แต่ถ้าตัดภาพมาที่นอกจอ ปัญหาที่มีคล้ายกันคือ ‘งานอื่น’ มากกว่า ‘งานสอน’ ครูแทบทุกคนบนโลกต้องดีลกับเด็กที่มีปัญหา ส่วนครูไทยยังต้องจัดการงานเอกสาร การเงิน พัสดุ งานครูเวร งานที่ต้องตอบสนองต่อนโยบาย งานประเมินวิทยฐานะเพื่อเลื่อนตำแหน่ง การจัดการหนี้สหกรณ์ อาหารกลางวันเด็ก ฯลฯ มากไปกว่านั้น จากข้อมูลของ 101 PUB ไทยยังกระจายครูไม่ทั่วถึงทุกโรงเรียน แม้มีจำนวนครูเพียงพอที่ 5.2 คนต่อนักเรียน 100 คน โรงเรียนเล็กจึงยังขาดครูและคุณภาพการศึกษากระจุกในเมืองใหญ่ จึงไม่แปลกหากครูจะไฟมอดแม้ไม่มีเรื่องดราม่า
แต่น่าสนใจว่า หากนำเอาเส้นเรื่องของทั้ง Teacherd s’ Lounge และ Steve มาดัดแปลงเข้ากับบริบทสังคมไทย เราจะได้ดูภาพยนตร์ที่ดราม่าเข้มข้นขนาดไหนกัน!?





