- ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ผู้คนยังเชื่อว่าเด็กคือภาชนะที่ว่างเปล่า รอวันเข้าโรงเรียนเพื่อเติมระเบียบวินัย ความรู้ และอีกสารพัดสิ่งเพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี การเรียนการสอนจึงเป็นไปอย่างเคร่งครัด ละเลยกลุ่มเด็กพิเศษและกลุ่มเด็กที่ฐานะทางบ้านไม่ดีนัก ทว่ามาเรีย มอนเตสซอรี (Maria Montessori) ไม่ได้คิดแบบนั้น
- หลักการทั่วไปของเธอคือกการเน้นย้ำว่าเด็กมีศักยภาพเรียนรู้เองได้ หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม กระบวนการสอนของเธอเน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านกิจกรรมและการลงมือทำ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “การศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง”
- ทฤษฎีของมอนเตสซอรีถือว่าเป็นสิ่งที่ล้ำสมัยมากๆ เพราะบริบทในต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงที่เธอเริ่มทำงาน นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่โลกเผชิญความตึงเครียดทางการเมืองและอคติต่อเพศหญิงยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงาน แต่ขวากหนามเหล่านั้นไม่ได้กั้นขวางเธอจากการเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลต่องวงการการศึกษาของโลกสมัยใหม่แม้แต่น้อย
“ความต้องการของเด็กนั้นเรียบง่าย ส่วนวัยเด็กที่เปี่ยมความสุขก็ต้องการเพียงสภาพแวดล้อมที่เรียบง่าย”
มาเรีย มอนเตสซอรี (Maria Montessori Speaks to Parents หน้าที่ 72)
ย้อนกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในยุคสมัยที่ผู้คนยังเชื่อว่าเด็กคือภาชนะที่ว่างเปล่า รอวันเข้าโรงเรียนเพื่อเติมระเบียบวินัย ความรู้ และอีกสารพัดสิ่งเพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี การเรียนการสอนจึงเป็นไปอย่างเคร่งครัด เข้มงวด ละเลยกลุ่มเด็กพิเศษและกลุ่มเด็กที่ฐานะทางบ้านไม่ดีนัก ทว่ามาเรีย มอนเตสซอรี (Maria Montessori) ไม่ได้คิดแบบนั้น
หลักการทั่วไปของเธอคือกการเน้นย้ำว่าเด็กมีศักยภาพเรียนรู้เองได้ หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม กระบวนการสอนของเธอเน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านกิจกรรม ประสบการณ์ตรง และการลงมือทำ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “การศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง”
ทฤษฎีของมอนเตสซอรีจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ล้ำสมัยมากๆ เพราะบริบทในต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงที่เธอเริ่มทำงาน นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่โลกเผชิญความตึงเครียดทางการเมืองในช่วงสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง และอคติต่อเพศหญิงยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงาน แต่ขวากหนามเหล่านั้นไม่ได้กั้นขวางเธอจากการเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลต่องวงการการศึกษาของโลกสมัยใหม่แม้แต่น้อย
Dotteressa แพทย์หญิงในสังคมชายแท้

มาเรีย มอนเตสซอรี เกิดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1870 ในเมืองเคียราวัลเล ประเทศอิตาลี เป็นลูกสาวของอเลสซานโดร มอนเตสซอรี (Alessandro Montessori) เจ้าหน้าที่ในโรงงานยาสูบของรัฐ และเรนิลเด สต๊อปปานี (Renilde Stoppani) ที่ถือได้ว่าเป็นผู้หญิงที่มีการศึกษาในสมัยนั้น แม่ของเธอยังเป็นหลานสาวของอันโตนิโอ สต๊อปปานี (Antomio Stoppani) นักธรณีวิทยาและนักบรรพชีวินชาวอิตาลี (ซึ่งเป็นคนแรกๆ ที่เสนอว่าการเปลี่ยนแปลงทางธรณีส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์) มาเรีย มอนเตสซอรี ค่อนข้างสนิทกับแม่ที่คอยสนับสนุนเธอเสมอ และถึงแม้พ่อจะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจเรียนต่อในอนาคต แต่ก็นับได้ว่าเธอความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อตลอดมา
เหมือนหลายครอบครัวทั้งในอดีตและปัจจุบัน เมื่ออเลสซานโดรย้ายที่ทำงาน ครอบครัวก็ต้องย้ายตามกันไปด้วย พวกเขาย้ายไปที่ฟอเรนซ์ในปี 1873 จากนั้นก็ย้ายไปโรมในปี 1875 เด็กหญิงมาเรีย มอนเตสซอรีจึงเริ่มนับหนึ่งเข้าสูวงการการศึกษาที่โรงเรียนรัฐในเมืองหลวงเมื่ออายุ 6 ขวบ
หลังจบมัธยมศึกษาตอนต้นในปี 1886 มาเรีย มอนเตสซอรีตัดสินใจเรียนต่อที่สถาบันเทคนิค เธอได้เรียนวิชาอย่างภาษาอิตาลี คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เรขาคณิต ฟิสิกส์ เคมี พฤกษศาสตร์ สัตววิทยา และภาษาต่างประเทศอีกสองภาษา เธอทำได้ดีในวิชาสายวิทยาศาสตร์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวิชาคณิตศาสตร์ เนื่องจากความตั้งใจแรกของเธอคือการศึกษาต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์หลังเรียนจบ แต่สุดท้าย เมื่อเธอเรียนจบในปี 1890 มาเรีย มอนเตสซอรี กลับตัดสินใจเรียนต่อด้านแพทยศาสตร์ ซึ่งยิ่งขัดแย้งกับบรรทัดฐานทางสังคมและเพศภาวะในยุคสมัยนั้น
แน่นอนว่ามหาวิทยาโรมปฏิเสธการเข้ารับเรียนต่อ เธอจึงสมัครเรียนในหลักสูตรปริญญาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่มหาวิทยาลัยเดียวกันนั้นแทน เธอสอบผ่านวิชาบังคับฉลุยและได้ใบประกาศนียบัตรวิชาชีพในปี 1892 และเมื่อประกอบกับผลการเรียนภาษาอิตาลีกับลาตินทำให้เธอมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะศึกษาต่อด้านการแพทย์ในท้ายที่สุด
มาเรีย มอนเตสซอรีประสบกับการถูกเลือกปฏิบัติโดยเพื่อนนักศึกษาแพทย์และอาจารย์บางคนเพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิง เธอถูกบังคับให้ผ่าศพคนเดียวในห้องแล็บ เธอถึงขั้นเริ่มสูบบุหรี่เพื่อกลบกลิ่นน้ำยาฟอร์มาดีไฮด์ หลังจากอดทนกับสภาพแวดล้อมการเรียนที่น่าอึดอัด ปี 1895 เธอมีโอกาสเป็นผู้ช่วยในโรงพยาบาล ซึ่งทำให้เธอนับหนึ่งกับประสบการณ์ทำงานด้านคลินิก และในสองปีสุดท้ายก่อนเรียนจบ เธอเรียนด้านกุมารเวชศาสตร์และจิตเวชศาสตร์ เริ่มทำงานในห้องให้คำปรึกษาเด็กและแผนกฉุกเฉิน มาเรีย มอนเตสซอรีเรียนจบมหาวิทยาลัยโรมในปี 1896 โดยถือว่าเป็นผู้หญิงคนแรกๆ ของอิตาลีที่จบแพทยศาสตร์ วิทยานิพนธ์ของเธอได้ตีพิมพ์ในปีถัดมา หลังเรียนจบ เธอทำงานเป็นผู้ช่วยแพทย์ในคลินิกจิตเวชของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยทันที และที่นั่นเอง เธอเริ่มสนใจปัญหาด้านการเรียนรู้ของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เมื่อวิทยาศาสตร์นำหน้าการสอนสั่ง

หลังเรียนจบ มาเรีย มอนเตสซอรีทำงานใกล้ชิดกับเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา เด็กจากครอบครัวรายได้ต่ำ เด็กก่อนวัยเข้าเรียน และทำงานใกล้ชิดกับครู ทั่งในฐานะผู้ช่วยในคลินิก บทบาทผู้อำนวยการร่วมของโรงเรียนออร์โธเฟรนิกแห่งโรม (สถาบันสอนครูสำหรับการศึกษาแบบพิเศษ) อาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิจัยในบ้านเด็ก (Casa Dei Bambini, ศูนย์ดูแลเด็กอายุ 2-7 ขวบ จากครอบครัวชนชั้นแรงงานในย่านซานลอเรนโซของโรม) มากไปกว่านั้น ในเวลาหลังเลิกงาน เธอยังศึกษาด้านปรัชญา จิตวิทยา และการศึกษา
ในช่วงวัยทำงานอันเข้มข้น เธอเริ่มศึกษางานของฌอง-มาร์ก-กัสปาร์ อิตาร์ (Jean-Marc-Gaspard Itard) แพทย์ชาวฝรั่งเศสที่ศึกษาการทำงานและความผิดปกติทางการได้ยิน และงานของเอดัวร์ เซกิน (Edouard Séguin) แพทย์อเมริกันเชื้อสายฝรั่งเศส ผู้เชื่อว่าความผิดปกติทางสติปัญญาเกิดจากการทำงานของจิตใจที่หยุดชะงักลง ซึ่งงานของทั้งสองคนนี้เป็นการบุกเบิกการศึกษาเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ มาเรีย มอนเตสซอรี ก็เริ่มทำงานกับเด็กด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน เธอสังเกตว่าเด็กจะตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้าอย่างรูป รส กลิ่น เสียง ได้ดีที่สุด เด็กหลายคนมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่เขามีอิสระเลือกได้เองและทำออกมาได้ดี สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอมั่นใจว่าการรักษาเด็กที่มีความบกพร่องไม่สามารถรักษาเพียงด้านร่างกายและการใช้ยา และสำหรับเด็กปกติ การศึกษาควรมอบอิสระในการเรียนรู้ให้พวกเขา (แน่นอนว่าในขอบเขตที่ครูสามารถสังเกตการณ์ดูแลได้) เธอพัฒนาเกมและกิจกรรมแบบเฉพาะตัวขึ้นมา ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังทำคู่มือการสอนเด็กที่มากไปกกว่าการเลคเชอร์ และตีพิมพ์คู่มือปรัชญาการสอนที่ถักทอจากประสบการณ์ของเธอ ในปี 1909 คัมภีร์ด้านการศึกษาหรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ The Montessori Method จึงคลอดออกมาสู่สาธารณะ
หัวใจของ The Montessori Method คือการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อผู้เรียน ครู ห้องเรียน และจุดประสงค์ของการศึกษา มาเรีย มอนเตสซอรีเชื่อว่าห้องเรียนต้องเอื้อกับการทำกิจกรรมของเด็ก โต๊ะ เก้าอี้ หรือกระทั่งอุปกรณ์ทำความสะอาดควรมีขนาดที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กฝึกฝนเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีผู้ใหญ่ ส่วนครูต้องวางอัตตาของการเป็นศูนย์กลางในห้องเรียนลง ครูควรเป็นคนสังเกตการณ์ เตรียมความพร้อม และทำความเข้าใจพัฒนาการของเด็กคนนั้นๆ และเมื่อห้องเรียนมีสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสระแล้ว เด็กจะมีสมาธิลึกซึ้งกับงานหรือแบบฝึกหัดที่ทำและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานที่พวกเขาสนใจ พวกเขาจะจดจ่อ ทำซ้ำ และสงบลง จุดนี้เองที่มาเรีย มอนเตสซอรีมองว่าเป็นระเบียบวินัยที่แท้จริง เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากภายในของเด็ก ไม่ใช่การสั่งสอนและอำนาจของครูในห้องเรียน สำหรับการทำงานในเวลาต่อมา เธอยังศึกษาวิจัยการเรียนรู้สำหรับเด็กในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัย 24 ปี และเรียกร้องให้มีวิธีการสอนแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละช่วงวัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเธอเป็นคนที่ทำงานบนพื้นฐานที่ง่ายที่สุดของวิทยาศาสตร์ นั่นคือการสังเกตและจดบันทึก
“ฉันสังเกตกับตัวเองแล้วพบว่า ความเบิกบานใจและความเอื้อเฟื้อที่เป็นธรรมชาติของเด็กซึ่งตอบสนองต่อการศึกษาตามหลักการทางวิทยาศาตร์อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ฉันทั้งครุ่นคิดและยำเกรงพวกเขาอย่างสุดหัวใจ และทำให้ฉันกลายเป็นสาวกผู้ซื่อสัตย์ของจิตวิญญาณเด็กๆ ไปเลยล่ะ”
มาเรีย มอนเตสซอรี (Citizen of the World หน้าที่ 78)
การปฏิรูปการศึกษาที่แลกมาด้วยชีวิต
นับแต่ปี 1909 เป็นต้นมา งานของมอนเตสซอรีก็เป็นที่สนใจในวงกว้าง โดยปลายปี 1911 การศึกษาแบบมอนเตสซอรีก็ถูกใช้ในโรงเรียนรัฐของอิตาลีและสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนในปี 1912 โรงเรียนมอนเตสซอรีเปิดทำการในปารีสและเมืองอื่นๆ ของยุโรป และยังมีการก่อตั้งสมาคมมอนเตสซอรีในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ก่อนที่จะมีการจัดอบรมระดับนานาชาติครั้งแรกในปี 1913 ขณะที่ในปัจจุบัน หลักสูตรมอนเตสซอรีถูกใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก ไม่ว่าชื่อสถาบันนั้นๆ จะใช้นามสกุลของเธอหรือไม่ก็ตาม
การปรับวิธีคิดให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนับเป็นสิ่งที่ปฏิวัติวงการการศึกษาในศตวรรษที่ 20 อย่างแท้จริง แต่ในช่วงที่เธอทำวิจัย เก็บข้อมูล และกำลังบ่มเพาะทฤษฎนี้เอง มาเรีย มอนเตสซอรีตกหลุมรักกับจูเซปเป มอนเตซาโน (Giuseppe Montesano) ผู้อำนวยการร่วมสมัยทำงานที่โรงเรียนออร์โธเฟรนิกแห่งโรม ทั้งคู่มีลูกชายหนึ่งคนชื่อว่ามาริโอ มอนเตสซอรี (Mario Montessoeri) ทว่าความสัมพันธ์ลับนี้ทำให้มาเรีย มอนเตสซอรียากจะทำใจไหว เธอยกลูกชายให้พี่เลี้ยงดูแล ส่วนมอนเตซาโนไปแต่งงานกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง มาเรีย มอนเตสซอรีจึงลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการในท้ายที่สุด
ในหนังสือ The Child is The Teacher : A Life of Maria Montessori ชีวประวัติของมาเรีย มอนเตตสซอรีที่ถูกเขียนโดยคนนอกกลุ่มมอนเตสซอรีอย่างคริสตินา เดอ สเตฟาโน (Cristina De Stefano) ถึงขั้นระบุไว้ว่า “เธอสูญเสียทุกอย่างเพื่อการศึกษาแบบพิเศษ นับได้ว่าเป็นภารกิจที่ต้องเสียสละลูกชายตั้งแต่เกิด” แต่เมื่อเวลาผ่านไป มาริโอ มอนเตสซอรีจะพบแม่ของเขาอีกครั้ง ก่อนจะเป็นคนที่ทำงานใกล้ชิดที่สุดคนหนึ่งของเธอ ความสัมพันธ์ลับๆ นี้แสดงให้เห็นว่าสังคมของในอิตาลีในยุคนั้นค่อนข้างเข้มงวดและการท้องก่อนแต่งในสายตาของคริสต์คาทอลิกสามารถส่งผลที่เลวร้ายต่ออาชีพการงานที่กำลังเติบโตของเธอได้
เมื่อวิธีการเรียนการสอนของเธอเติบโตอย่างรวดเร็ว มาเรีย มอนเตสซอรีในวัยราว 40 ปี พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษามาตรฐานไว้ เธอรับรองครูผู้สอนในแนวทางนี้เอง ผูกขาดการฝึกอบรม และควบคุมการจัดจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์การสอน ซึ่งเป็นรายได้ที่เธอไม่มีทางได้รับหากทำงานแบบเหมากับภาครัฐ เธอลาออกจากมหาวิทยาลัยโรมเพื่อดูแลแนวทางการสอนของตนเองที่กระจายไปทั่วโลกและเริ่มถูกท้าทายจากทุนนิยมการศึกษา ดังนั้น การศึกษาแบบมอนเตสซอรีที่มีรากฐานจากการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เพื่อช่วยเหลือเด็กในสถานบำบัดและสลัมจึงกลายเป็นการศึกษาที่ดี มีมาตรฐานสูง แต่ราคาแพง มาเรีย มอนเตสซอรีกลายเป็นคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างรัฐกับเอกชน สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนของช่องโหว่ทางการศึกษาที่เกิดจากช่องโหว่ทางสังคมอีกทอดหนึ่ง ถึงอย่างไร เธอไม่ได้จดทะเบียนการค้าวิธีการสอนของเธอ นวัตกรรมอย่างห้องเรียนรวมและอิสระในการเลือกกิจกรรมของผู้เรียนอาจเรียกได้ว่าเป็นมรดกที่เป็นรูปธรรมที่สุดที่เธอทิ้งไว้

ตลอดชีวิตของมาเรีย มอนเตสซอรี เธอได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถึง 3 ครั้ง มีหนังสือ บทความ และบทบรรยายมากมายเกี่ยวกับการศึกษาในช่วงชีวิตของเธอ ทั้งยังอยู่ในลิสต์บุคคลและสตรีผู้ทรงอิทธิพลของนิตยสารน้อยใหญ่ และในวันที่ 6 พฤษภาคม 1952 เธอเสียชีวิตที่ประเทศเนเธอแลนด์ด้วยวัย 81 ปี
ในเชิงความคิดและอุดมการณ์ เราอาจพูดได้ว่า การตามหาความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าที่มีต่อจิตวิญญาณและอิสรภาพของเด็กๆ เป็นสิ่งที่จะพบได้เสมอผ่านแนวคิดและการทำงานของมาเรีย มอนเตสซอรี
“ไม่มีใครมีอิสรภาพหรอก หากเขาคนนั้นไม่ได้เป็นอิสระ ดังนั้น เพื่อให้บรรลุถึงอิสรภาพนั้น การแสดงออกถึงอิสรภาพส่วนบุคคลอย่างแข็งขันควรได้รับการชี้นำตั้งแต่เด็ก”
มาเรีย มอนเตสซอรี (The Absorbent Mind หน้าที่ 27)





