- พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา เกาหลีใต้ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก โดย World Population Review แซงหน้าประเทศอย่างเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์
- เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นกลับซ่อนเรื่องราวอีกมิติหนึ่งไว้ ภาพลักษณ์ที่ปรากฏในซีรีส์ ภาพยนตร์ หรือสื่อบันเทิงต่างๆ มักสะท้อนด้านมืดของวงการการศึกษา ทั้งแรงกดดัน ความเครียด และบาดแผลทางจิตใจของนักเรียน ซึ่งในชีวิตจริงก็ไม่ต่างจากที่เห็นบนหน้าจอ
- หลังจากการเรียนยาจา (yaja – การศึกษาด้วยตัวเองภาคค่ำ) นักเรียนจะไปต่อที่โรงเรียนกวดวิชา (hagwon) จนถึงตี 3 ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ และหลายคนยังเรียนต่อในวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย แม้ว่าจะไม่ใช่ข้อบังคับอย่างเป็นทางการ แต่บรรยากาศของการเรียนภาคค่ำทำให้เป็นกิจวัตรกึ่งบังคับที่ทุกคนปฏิบัติตาม แทบทุกชีวิตต้องเข้าร่วม
พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา เกาหลีใต้ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก โดย World Population Review แซงหน้าประเทศแถบสแกนดิเนเวียอย่างเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งตกเป็นรองอันดับหนึ่ง แม้มักขึ้นหิ้งด้านต้นแบบของระบบการศึกษาที่มีคุณภาพสูงมาเสมอ แต่ในปีนี้ ประเทศจากเอเชียตะวันออกอย่างเกาหลีใต้กลับก้าวขึ้นมาครองอันดับหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ

เกาหลีใต้ยังติดอันดับประเทศที่มีผลงานดีที่สุด ในโครงการประเมินนักเรียนนานาชาติ (PISA) โดย องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อย่างต่อเนื่อง เมื่อวัดจากผลการเรียนของนักเรียนในการทดสอบแบบมาตรฐาน หรือตอกย้ำความจริงจังในวงการ การศึกษาเกาหลีใต้ได้อีก ผ่านวาระแห่งชาติอย่างการสอบซูนึง ที่ไม่ใช่เพียงกิจสำคัญของนักเรียน แต่กลับกลายเป็นการร่วมมือของทุกคนในประเทศ เพื่อให้เด็กทุกคนพร้อมเข้าสอบที่สุด
ภายใต้ความสำเร็จเหล่านี้ กลับพลันให้ฉุดคิดถึงภาพจำจากซีรีส์ ภาพยนตร์ หรือสื่อบันเทิงต่างๆ ในแดนกิมจิแห่งนี้ หลายเรื่องถ่ายทอดเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาและโรงเรียน ในการต่อสู้ของเด็กและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อที่จะได้เข้าเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยชั้นนำ

อีกทั้งหลายครอบครัวยังต้องทุ่มเงินมหาศาลในการเรียนพิเศษ เรียกอีกชื่อว่า “ฮักวอน” (Hagwon) ซึ่งหมายถึงสถาบันการศึกษาเอกชนที่เปิดสอนนอกเหนือจากระบบโรงเรียนของรัฐบาล หรือการเรียนพิเศษของบ้านเรานั่นเอง
แท้จริงแล้ว ระบบการศึกษาของเกาหลีใต้เป็นอย่างไร ถึงสามารถสร้างผลผลิตของประเทศให้คว้าอันดับต้นๆ ของโลกมาครองได้ แม้จะแฝงมาด้วยหยาดเหงื่อของเด็กมัธยมอายุต่ำกว่า 18 ปี

การศึกษาที่ถูกเข้มงวดจากทุกภาคส่วน
ระบบการศึกษาของเกาหลีใต้เป็นรูปแบบทางเดียว (6-3-3-4) ได้แก่ การศึกษาระดับประถมศึกษา 6 ปี, มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี, มัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี และระดับอุดมศึกษา 4 ปี โดยเป็นการศึกษาภาคบังคับในระดับชั้นประถม-มัธยมต้น ซึ่งมีความคล้ายกับระบบการศึกษาในประเทศไทย
หากจะให้อธิบายว่าเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการศึกษามากแค่ไหน คงจะเปรียบได้กับการตั้งใจสร้างภาพยนตร์น้ำดีสักเรื่อง เพื่อส่งออกสู่สายตาคนทั่วโลก โดยได้รับความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านเศรษฐกิจ ในช่วงทศวรรษ 1980 รัฐบาลเกาหลีลงทุนเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาประชากร การวิจัย และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี

อีกทั้งข้อมูลจาก World Education News + Reviews ระบุว่า ครัวเรือนในเกาหลีทุ่มทรัพยากรส่วนใหญ่ให้กับการศึกษา ซึ่งผลักดันให้การมีส่วนร่วมทางการศึกษาขยายตัว
ประกอบกับข้อมูลจากยูเนสโกที่ฉายให้เห็นว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ถึงกลางทศวรรษ 2000 อัตราการลงทะเบียนเรียนในระดับอุดมศึกษาของประเทศเพิ่มขึ้น 5 เท่า จาก 539,000 คน ในปี 1980 เป็น 3.3 ล้านคนต่อปี 2025
นอกเหนือจากการผลักดันของภาครัฐแล้ว หากชำแหละลงไปถึงเบื้องลึก เราจะได้เห็นว่าคนเกาหลีมีความเชื่อที่ว่า การศึกษาจะนำพาไปสู่ความสำเร็จในหลายด้านของชีวิต ทั้งการพัฒนาตนเองและความก้าวหน้าทางสังคม ซึ่งสะท้อนค่านิยมการเรียนหนักและถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น

ความเป็นจริงของนักเรียนเกาหลี
แม้ภาพรวมของการสอบวัดผลและอันดับโลกจะงดงาม แต่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้นกลับซ่อนเรื่องราวอีกมิติหนึ่งไว้ ภาพลักษณ์ที่ปรากฏในซีรีส์ ภาพยนตร์ หรือสื่อบันเทิงต่างๆ มักสะท้อนด้านมืดของวงการการศึกษา ทั้งแรงกดดัน ความเครียด และบาดแผลทางจิตใจของนักเรียน ซึ่งในชีวิตจริงก็ไม่ต่างจากที่เห็นบนหน้าจอ
นักเรียนเกาหลีจำนวนมากต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าและการแข่งขันที่ดุเดือด เพียงเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจ อ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ และเรียนพิเศษในกวดวิชาชื่อดัง ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อร่างกาย แต่ยังกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรง

ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น นักเรียนหลายคนตื่นเช้ามืดเพื่อไปโรงเรียน และเมื่อเลิกเรียนเวลา 16.00 น. มักอยู่ทบทวนบทเรียนในห้องสมุดหรือห้องเรียนของโรงเรียนก่อนกลับบ้าน
การเรียนลักษณะนี้เรียกว่า ยาจา (yaja) แปลตรงตัวว่า “การศึกษาด้วยตัวเองภาคค่ำ” โรงเรียนส่วนใหญ่จัดอาหารเย็นให้กับนักเรียน จึงไม่จำเป็นต้องกลับบ้านเพื่อกินข้าว
หลังจากยาจาเสร็จ นักเรียนจะไปต่อที่ โรงเรียนกวดวิชา (hagwon) จนถึงตี 3 ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ และหลายคนยังเรียนต่อในวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย แม้ว่าจะไม่ใช่ข้อบังคับอย่างเป็นทางการ แต่บรรยากาศของการเรียนภาคค่ำทำให้เป็นกิจวัตรที่ทุกคนปฏิบัติตาม กึ่งบังคับแต่แทบทุกชีวิตต้องเข้าร่วม
เรียนดีแต่ไม่มีความสุข: โจทย์ใหญ่ที่ระบบการศึกษาต้องหาทางออก
สำหรับนักเรียนที่ไม่สามารถตามวงจรนี้ได้ ไม่ว่าจะด้วยข้อจำกัดทางการเงินหรือแรงกดดันส่วนตัว พวกเขาอาจต้องเรียนเท่าที่ทำได้ หรือบางคนอาจจะต้องยอมตกขบวน ระบบการศึกษาชั้นนำที่เต็มไปด้วยการแข่งขันนี้ จึงสร้างทั้งความสำเร็จและบาดแผล เป็นอีกด้านหนึ่งของความเป็นจริงที่ไม่อาจมองข้าม
แม้เกาหลีใต้จะเป็นตัวอย่างของความสำเร็จทางการศึกษา ระบบที่เข้มข้นและอันดับสูงอาจดูสวยงามบนกระดาษ แต่เบื้องหลังคือชีวิตของเยาวชนที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันและการแข่งขันสูง
การจะเป็นประเทศต้นแบบด้านการศึกษาอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการมีผลสอบและอันดับโลกที่ดีเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กมี ความสุข สุขภาพจิตดี และเติบโตอย่างรอบด้านควบคู่กับการเรียนรู้

อ้างอิง
- ‘ไทย’ ครองอันดับ 107 ประเทศที่มีการศึกษาคุณภาพดีสุดในโลก : https://www.eduzones.com/2025/03/23/world-population-review/
- “การศึกษาเกาหลีใต้” ติดอันดับ 1 ระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก ยั่วใจให้น่าไปเรียนต่อ : “การศึกษาเกาหลีใต้” ติดอันดับ 1 ระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก
- ระบบการศึกษาเกาหลี : https://koreaneducentreinuk-org.translate.goog/en/education-in-korea/?_x_tr_sch=http&_x_tr_sl=en&_x_tr_tl=th&_x_tr_hl=th&_x_tr_pto=tc
- https://wenr-wes-org.translate.goog/2018/10/education-in-south-korea?_x_tr_sl=en&_x_tr_tl=th&_x_tr_hl=th&_x_tr_pto=tc
- https://shorturl.asia/pLeEg





