หากพูดถึง ‘การพัฒนาบริการสาธารณะท้องถิ่น’ ภาพจำที่คุ้นตาของหลายคนคืออะไร? ถนนลาดยางที่เรียบกริบ, เสาไฟส่องสว่างที่เรียงราย, หรือลานกีฬาอเนกประสงค์ที่รอไว้จัดงาน ‘กีฬา อบต.’ ประจำปี และป้ายไวนิลอบรมต้านยาเสพติด แน่นอน, นี่คือ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่จำเป็น และไม่มีใครปฏิเสธประโยชน์ของมัน แต่ในขณะเดียวกัน หากการกระจายอำนาจหมายถึงการทุ่มงบประมาณไปกับสิ่งเหล่านี้จนล้นเกิน มันก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘มุกตลกร้าย’ ที่ว่ากันว่า ถนนที่สร้างอย่างดีนี้ ไม่ได้มีไว้ให้ใครกลับมา แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันให้เยาวชนใช้มัน “จากไป” หาโอกาสในเมืองใหญ่
แต่ถ้าเรา “หยุดคิดและพลิกมุม” มองใหม่ล่ะ?
ถ้าถนนที่ดีไม่ได้มีไว้เพื่อจากลา แต่มีไว้เพื่อ “เชื่อมต่อ” โอกาสใหม่ๆ กลับมาสู่ชุมชน
นี่คือการทำตามเจตนารมณ์ของกฎหมายกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การแบ่ง ‘งาน เงิน คน’ ตามกรอบกฎหมาย แต่คือการทำตามหัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะใน มาตรา 16 (17) ที่กำหนดให้ อปท. มีอำนาจและหน้าที่ในการ “ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของราษฎรในการพัฒนาท้องถิ่น” เราควรจะกระจายการสร้าง “อนาคต” ให้คนในพื้นที่ และให้อำนาจกับคนในท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นี่คือจุดเสริมทางบริการสาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถ ติดตั้งลงบนโครงสร้างที่มีอยู่ เพื่อเปลี่ยนท้องถิ่นให้เป็นบ้านที่เยาวชนอยากอยู่ ไม่ใช่แค่บ้านที่พวกเขารัก อยากชวนท้องถิ่นทั่วไทยกว่า 7,000 กว่าแห่งพลิกมุมมองให้เข้ากับโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนปแปลงไป
จาก “ลานกีฬา” สู่ “พื้นที่สร้างสรรค์” (The Third Place)
อปท. ส่วนใหญ่เก่งในการสร้าง “ลานกีฬา” หรือพื้นที่กิจกรรมทางกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ในขณะเดียวกันหากลองสังเกตหรือรับฟังเสียงของเยาวชนในพื้นที่เราจะเห็นว่า เยาวชนยุคใหม่ต้องการ “พื้นที่ที่สาม” (Third Place) ที่ไม่ใช่บ้าน และไม่ใช่โรงเรียน พวกเขาไม่ต้องการแค่ที่เตะฟุตบอล เล่นวอลเลย์ แต่ต้องการ “ฮับ” สำหรับการเรียนรู้ ทำงาน หรือนั่งชิวแลกเปลี่ยน
อปท. ควรใช้ “อำนาจ” ในการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้าง Co-working Space ชุมชน หรือ ห้องสมุดมีชีวิต (Living Library) ที่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง, ปลั๊กไฟเพียงพอ, และบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ ในยุคสมัยของการที่โลกโซลเซียลเข้าถึงทุกคนทุกย่อมย่าน นี่คือโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่สำคัญไม่แพ้ถนน นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบายที่ “ใช่” ในยุคสมัยใหม่ พื้นที่นี้จะกลายเป็นที่ที่เยาวชนมาติวหนังสือ, เรียนคอร์สออนไลน์, เริ่มต้นธุรกิจ E-commerce เล็กๆ หรือแม้แต่รวมกลุ่มกันเป็น Content Creator สร้างรายได้ในชุมชน มันจะกลายเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้แค่ “มีชีวิต” แต่ยัง “ชุบชีวิต” อนาคตของพวกเขาในท้องถิ่นอีกด้วย
ตัวอย่าง : เทศบาลเมืองหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และ เทศบาลตำบลนาทวีนอก จังหวัดสงขลา พยายามขับเคลื่อนและสร้างพื้นที่สร้างสรรค์นี้ให้ตอบโจทย์กับกิจกรรมของเยาวชนยุคใหม่

จาก “อบรมสูตรสำเร็จ” สู่ “ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่หลากหลาย”
เบื่อหรือยัง? กับป้ายอบรมอาชีพแบบเดิมๆ ที่วนซ้ำทุกปี (เช่น การทำขนม, เกษตรแปรรูป, OTOP) หรือโครงการรณรงค์ต้านยาเสพติดที่ดูเหมือนจะเป็น “สูตรสำเร็จ” หลักของงบประมาณด้านเยาวชน นโยบายเหล่านี้ แม้มีเจตนาดี แต่กำลังสวนทางกับความเป็นจริงของเยาวชน ข้อมูลเชิงลึกจาก คิด for คิดส์ (Kid for Kids) ชี้ชัดว่า เยาวชนจำนวนมากรู้สึกว่าระบบนิเวศการเรียนรู้ในท้องถิ่น “เข้าถึงยาก-ไม่ตอบโจทย์” และกำลัง “ฉุดรั้งความคิดสร้างสรรค์” ของพวกเขา ในขณะที่ผู้ใหญ่จัดอบรมอาชีพดั้งเดิม เยาวชนวันนี้อยู่ใน “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) และ “เศรษฐกิจดิจิทัล” (Digital Economy) พวกเขาคือ Youtuber, Streamer, นักการตลาดออนไลน์, หรือ Content Creator
อปท. จึงไม่ควรกระจายงบแค่ “จัดอบรม” แต่ต้อง “สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้” ที่หลากหลายและทักษะยุคใหม่ ไม่ใช่แค่การสอนเรื่องพื้นฐานแบบเดิมๆ แต่ต้องสนับสนุนเวิร์กช็อปการตัดต่อวิดีโอ, Boot camp การตลาดออนไลน์, การสนับสนุนพื้นที่และอุปกรณ์สำหรับการไลฟ์ขายของ, การจ้างผู้เชี่ยวชาญมาสอนเขียนโค้ดเบื้องต้น หรือแม้แต่การมีกิจกรรมสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ถนนที่ดีจะไร้ความหมายหากไม่มี “งาน” ที่ดีรองรับ การสร้างทักษะเหล่านี้คือการ “สร้างงาน” ที่ตรงจุด ทำให้เยาวชนเห็นว่าพวกเขาสามารถประกอบอาชีพยุคใหม่ได้ “จากที่บ้าน” โดยใช้ถนนและอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือเชื่อมต่อกับโลก
ตัวอย่าง : เทศบาลตําบลเขาพระงาม จังหวัดลพบุรี และ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านคา จังหวัดราชบุรี พยายามขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ที่หลากหลายผ่านการรับฟังเสียงปัญหาของเยาวชนจนนำมาสู่การพัฒนาการทำโครงการที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาของเด็กเยาวชนโดยเด็กและเยาวชนเองผ่านการมีพี่เลี้ยงและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผุ้สนับสนุน
จาก “สภาเด็กตั้งโชว์” สู่ “หุ้นส่วนพัฒนา” (Real Participation)
ทุกท้องถิ่นมี “สภาเด็กและเยาวชน” แต่บ่อยครั้งกลับถูกใช้เป็นเพียง “ผู้ช่วย” จัดงานวันเด็ก หรือเดินรณรงค์ตามนโยบายผู้ใหญ่ การกระจายอำนาจที่แท้จริงคือการกระจาย “อำนาจตัดสินใจ” ให้เยาวชน
คงจะดีหากเราไม่ได้มองพวกเขาเหล่านี้เป็นเพียงแค่ไม้ประดับ อปท. ต้องกล้า “ยกระดับ” พวกเขาจากการเป็น “ผู้รอรับคำสั่ง” สู่การเป็น “หุ้นส่วนในการพัฒนา” (Partner in Development) อย่างแท้จริง แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคคลาสสิกที่ อปท. หลายแห่งต้องเผชิญคือข้อจำกัดด้านงบประมาณ หรือแม้แต่ข้อติดขัดด้านระเบียบที่ดูเหมือนจะไม่เอื้อต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่
อย่างไรก็ตาม ทางออกไม่ได้ปิดตาย การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลเสมอไป อปท. สามารถเริ่มจาก ‘โครงการนำร่อง’ (Pilot Project) ขนาดเล็กเพื่อทดสอบแนวคิด หรือใช้เครื่องมืออย่างการจัดสรร “โควต้างบประมาณสำหรับเยาวชน” (Youth-led Budget) ที่เปิดให้พวกเขาคิด เสนอ และบริหารจัดการโครงการด้วยตัวเอง (ภายใต้การสนับสนุนเชิงกระบวนการจากผู้ใหญ่) อีกก้าวที่สำคัญคือ การ “ให้ที่นั่ง” เยาวชนในเวทีที่มีความหมาย เช่น การกำหนดให้มีตัวแทนสภาเด็กฯ เข้าร่วมใน “คณะกรรมการพิจารณาแผนพัฒนาท้องถิ่น” เพื่อให้เสียงของพวกเขามีน้ำหนักในกระบวนการวางแผนงบประมาณจริง ไม่ใช่แค่การรับฟังในเชิงสัญลักษณ์
ผู้ใหญ่ไม่มีทางเข้าใจความต้องการของเยาวชนได้ดีเท่าตัวพวกเขาเอง การให้พวกเขามีส่วนร่วมออกแบบท้องถิ่น จะทำให้นโยบาย “ตรงจุด” และสร้าง “สำนึกความเป็นเจ้าของ” ในชุมชน เมื่อพวกเขามีส่วนสร้าง พวกเขาก็จะอยากอยู่รักษา ไม่ใช่แค่รอรับคำสั่ง
ตัวอย่าง : องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี พยายามขับเคลื่อน”สภาเด็กตั้งโชว์” สู่ “หุ้นส่วนพัฒนา” โดยสร้างเป็นเครือข่ายเยาวชนจังหวัดเพื่อนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายและเป็นที่ปรึกษาให้กับ อบจ. ในการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA 

ถนนที่ดี + โอกาสที่ดี = ท้องถิ่นที่น่าอยู่
การกระจายอำนาจหรือบริการสาะารณะที่มุ่งเน้นแต่ “โครงสร้าง” อย่างถนนหนทางที่เป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกันเราอาจจะกำลังสร้างเส้นทางให้คนเก่งๆ ไหลออก แต่หาก อปท. “พลิกมุม” และเริ่มลงทุนใน “เด็กและเยาวชน” สิ่งที่เติบโตและพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ
ถนนเส้นเดียวกันนั้น จะกลายเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงทักษะของพวกเขากับตลาดโลก, เป็นเส้นทางที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามาหาวัฒนธรรมที่พวกเขาช่วยสร้างสรรค์ และที่สำคัญที่สุด มันจะเป็น “ถนนที่นำพวกเขากลับบ้าน”
เพราะท้องถิ่นไม่ได้มีแค่โครงสร้างพื้นฐานที่ดี แต่มี “อนาคต” ที่ดีรอพวกเขาอยู่ด้วย
อ้างอิง
https://www.unicef.org/thailand/reports/connected-engaged-and-empowered
https://rocketmedialab.co/pao-2025-collab-3/
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)













