ส่องงานเยาวชนในเอสโตเนีย : เมื่อรัฐยอมถอย ให้ท้องถิ่นดูแลเด็กเอง

  • หลายคนอาจทราบกันอยู่แล้วว่าชาวเอสโตเนียสามารถจัดการชีวิตความเป็นอยู่ได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องออกจากบ้าน เพราะการออกกฎหมายให้ ‘การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิมนุษยชน’ ในปี 2001 ทำให้เอสโตเนียกลายเป็นรัฐดิจิทัลในช่วงเวลาไม่กี่สิบปี จนถูกขนานนามว่า ‘e-Estonia’

  • เด็กและเยาวชนถูกปลูกฝังผ่านโครงการ Tiigrihüpe หรือ Tiger’s Leap ที่เน้นปูพื้นฐานด้านดิจิทัลให้เด็กทั่วประเทศ คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตคุณภาพดีเป็นของสามัญประจำโรงเรียน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เอสโตเนียเป็นประเทศที่แทบไม่ได้รับผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ในช่วงโควิด-19 นอกจากนี้ คะแนนสอบวิชาพื้นฐานยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) 

  • เราจะเห็นได้ว่าเอสโตเนียเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนนโยบายรัฐจากส่วนกลางเป็นหลัก แต่คำถามคือ แล้วท้องถิ่นและเด็กๆ ชาวเอสโตเนียต้องอยู่ตรงไหนในนโยบายรัฐที่พลิกโฉมประเทศ

หลายคนอาจทราบกันอยู่แล้วว่าเอสโตเนีย ประเทศขนาดกะทัดรัดติดทะเลบอลติกเจ๋งขนาดไหน การลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลทำให้พวกเขาสามารถจัดการชีวิตความเป็นอยู่ได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องออกจากบ้าน ระบบสารพัด “e-” ครอบคุมทุกมิติองชีวิต ทั้ง e-Government e-Health e-School e-Sociey e-Residency และอื่นๆ จนถูกขนานนามว่า e-Estonia

การออกกฎหมายให้สิทธิในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิมนุษยชนในปี 2001 ทำให้เอสโตเนียเป็นแนวหน้าของรัฐดิจิทัลในช่วงเวลาไม่กี่สิบปี ประชาชนใช้เพียงไอดีการ์ดและไอดีโมบายเพื่อเข้าถึงบริการของรัฐ ธุรกรรมการเงิน การเปิดบัญชีธนาคาร การเลือกตั้ง การยื่นภาษี การขอใบสั่งยา การซื้อขายบ้าน และหากไม่อยากให้รัฐยุ่มย่ามกับข้อมูลไหน ก็ทำเรื่องขอให้รัฐยกเลิกจัดเก็บข้อมูลนั้นๆ ได้หากมีเหตุผลเพียงพอ แล้วสิ่งเหล่านี้เริ่มจากกจุดไหนกัน?

ac_2025_7pic3

ภาพโดย Karson จาก Unsplash

รากฐานที่ดี

เอสโตเนียไม่ได้เปลี่ยนโฉมประเทศแบบข้ามวันข้ามคืน หลังจากเป็นเอกราชจากสหภาพโซเวียตในปี 1991 มาร์ต ลาร์ (Mart Larr) นายกรัฐมนตรีวัย 32 ปี ในตอนนั้น ประกาศกร้าวว่าประเทศนี้จะต้องพัฒนาแบบก้าวกระโดดด้วยการใช้เทคโนโลยีเป็นแกนหักหลัก ซึ่งด่านแรกของพวกเขาคือการทำให้เอสโตเนียเป็นรัฐประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง รัฐบาลทำงานโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟินแลนด์และสวีเดนต่างให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีกับเอสโตเนีย

เมื่อพวกเขามีทิศทางชัดเจน มีการทำงานที่เข้มแข็ง รัฐบาลใหม่ไม่ได้เปลี่ยนวาระทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐบาลก่อนหน้า ที่สำคัญทหารไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง นั่นจึงทำให้ในปี 2001 หรือสิบปีพอดิบพอดีที่เอสโตเนียได้รับเอกราช พวกเขาวางรากฐานรัฐดิจิทัลทั้งหมดไว้แล้วเรียบร้อยก่อนประกาศนโยบายสิทธิในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิมนุษยชน

ในระยะเริ่มต้น บริการแบบ e-Sevices ไม่สามารถดึงคนให้มาใช้งานได้ ระบบ X-Road จึงเกิดขึ้นเพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่าบริการที่เร็ว ง่าย ปลอดภัย และราคาถูกมันเป็นไปได้ พร้อมกับการใช้นโยบาย Digital by Default ที่รัฐต้องการให้ประชาชนเข้าถึงบริการหลักผ่านทางออนไลน์พร้อมเครื่องมือ Today I Decide ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อบริการแบบใหม่เพื่อปรับปรุงต่อไป

พูดให้เห็นภาพคือ เอสโตเนียมีทิศทางที่ชัดและแข็งแรง วางรากฐาน ออกแบบนโยบาย และมีระบบตรวจสอบ พัฒนา แก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกมุมถนน ทุกสี่แยก ทุกร้านรวง หรือคาเฟ่ประจำชุมชนจะมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้บริการ จนท้ายที่สุด บริการทุกอย่างก็สามารถทำได้ผ่านระบบดิจิทัล (แต่พวกเขายังมีเคาน์เตอร์ให้บริการออนไซต์ในหน่วยงานท้องถิ่นนะ ซึ่งก็เป็นเคาน์เตอร์เดียวที่ให้บริการได้แบบครบวงจร) ประชาชนค่อยๆ ไว้วางใจระบบของรัฐ การบริการในประเด็นต่างๆ ค่อยๆ ถูกเติมใน e-Services และท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็จัดการธุระเกือบทุกอย่างในชีวิตโดยไม่ต้องออกจากบ้าน

ac_2025_7pic2

ภาพโดย Ilya Sonin จาก Unsplash

เอสโตเนียกลายเป็นประเทศแห่งธุรกิจสตาร์ทอัพ ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาจดทะเบียนบริษัท เปิดบัญชีธนาคาร และจ่ายภาษีด้วยอัตราน่ารักโดยที่เท้าไม่จำเป็นต้องแตะพื้นด้วยซ้ำ อุตสาหกรรมดิจิทัลเติบโต เด็กและเยาวชนถูกปลูกฝังผ่านโครงการ Tiigrihüpe หรือ Tiger’s Leap ที่เน้นปูพื้นฐานด้านดิจิทัลให้เด็กทั่วประเทศ คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตคุณภาพดีเป็นของสามัญประจำโรงเรียน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เอสโตเนียแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ในช่วงโควิด-19 เพราะการเรียนออนไลน์เข้าถึงได้ทุกบ้าน คะแนนสอบวิชาพื้นฐานยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกลุ่มองค์การเพื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และถึงแม้จะเน้นให้เด็กใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล แต่ก็ไม่มีการแข่งขันในวิชาคอมพิวเตอร์ เพราะเอสโตเนียมองว่าทักษะดิจิทัลมีไว้เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองในระยะยาวเสียมากกว่า

เราจะเห็นได้ว่าเอสโตเนียเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนนโยบายรัฐจากส่วนกลางเป็นหลัก แต่คำถามต่อมาคือ แล้วเด็กๆ ชาวเอสโตเนียต้องอยู่ตรงไหนในนโยบายรัฐที่พลิกโฉมประเทศ 

งานเด็กในเอสโตเนีย

โดยทั่วไปแล้วหน่วยงานท้องถิ่นอย่างสภาเมือง องค์กรปกครองในเขตชนบท รัฐบาลท้องถิ่น ฯลฯ มีหน้าที่วางแผนงานด้านเยาวชน ขอบเขตของกิจกรรม และงบประมาณ ส่วนรัฐบาลกลางจะเป็นผู้จัดการด้านกฎหมาย กำหนดยุทธศาสตร์ และสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานท้องถิ่น

รัฐบาลท้องถิ่นมีหน้าที่จัดสรรงบประมาณโดยตรง เช่น กิจกรรมในโรงเรียน ค่ายเยาวชน เงินสนับสนุนสมาคมเยาวชนต่างๆ ให้ทุนโครงการและงานด้านเยาวชนแก่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร รัฐบาลท้องถิ่นยังมักเป็นผู้ดูแลโรงเรียนกิจกรรมเสริม (Hobby schools) หรือโรงเรียนที่ให้เด็กๆ ไว้ค้นหางานอดิเรกที่ตัวเองชอบในวันหยุด ซึ่งมีเยาวชนเรียนในโรงเรียนกิจกรรมเสริมกว่า 100,4998 คน ในปี 2021 โรงเรียนกิจกรรมเสริมถือเป็นการศึกษานอกระบบตามความสนใจของเด็ก ครอบคลุมทั้ง ศิลปะ ดนตรี กีฬา ธรรมชาติ และไม่ได้ยึดโยงกับโรงเรียนในระบบ ส่วนโรงเรียนกิจกรรมเสริมและงานด้านเยาวชนที่มีเป้าหมายระดับประเทศ รัฐบาลกลางจะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

ac_2025_7pic4

ภาพถ่ายโดย Vanessa Loring จาก pexels

นอกจากนี้ เอสโตเนียยังมีศูนย์เยาวชน (Youth Centre) ที่ดำเนินงานโดยหน่วยงานท้องถิ่นหรือ NGO โดยตรงกว่า 300 แห่งทั่วประเทศในปี 2021 ศูนย์เยาวชนถือว่าให้บริการงานเยาวชนได้หลากหลายที่สุด แต่จากงานศึกษาของ Tanya Dibou (2015) เผยว่าสมาคมหรือหน่วยงานด้านเยาวชนที่มีบทบาทต่อเยาวชน อาจแบ่งหลักๆ ได้ 3 ส่วน คือ 

  1. สหภาพนักเรียนโรงเรียนเอสโตเนีย (Estonian School Student Councils’ Union) มีกว่า 200 สภา ครอบคลุมเด็กในเอสโตเนียหลักแสนคน เป็นองค์กรเด็กและเยาวชนที่มีขนาดใหญ่สุดในเอสโตเนีย มุ่งการจัดการชีวิตในโรงเรียน หลักสูตร การสอบ ทำงานโดยการประชุมโต๊ะกลม ปรึกษา ถกเถียง และล็อบบี้กัน
  2. สหพันธ์สหภาพนักศึกษาเอสโตเนีย (Federation of Estonian Student Unions) มุ่งรักษาผลประโยชน์ของนักเรียนนักศึกษาระดับรัฐ เช่น การเรียกร้องการเข้าถึงทุนการศึกษาและสิทธิเรียนฟรีในการศึกษาระดับสูงในปี 2011-2012
  3. สภาเยาวชนแห่งชาติเอสโตเนีย (The Estonian National Youth Council) องค์กรเยาวชนหลักของประเทศที่รวมองค์กร สภา สหภาพ สมาคม ฯลฯ ทั้งหมดเข้าด้วยกัน สภานี้ก่อตั้งในปี 2002 ทำงานเป็นพาร์ทเนอร์กับทั้งรัฐบาลและหน่วยงานเอกชนที่ทำงานด้านเยาวชน สภาเยาวชนเอสโตเนียเป็นองค์กรจัดตั้งทั้งระดับประเทศ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสภาท้องถิ่น งานเด่นๆ คือโครงการเลือกตั้งเงา (Shadow elections) ที่ให้เยาวชนอายุ 14-17 ปี ลองเลือกตั้งทั่วไปได้ในปี 2009 และคาเฟ่แห่งการมีส่วนร่วม (The Participations Cafes)  เวทีหารือที่มีทุกปี ซึ่งคือการนำเยาวชนที่มีภูมิหลังหลากหลายและผู้มีอำนาจมาถกเถียงถึงปัญหาที่พบเจอและหาทางออกผ่านการตัดสินใจร่วมกัน

กลไกเหล่านี้ทำให้การพูดคุยของเด็กสามารถนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายได้ พวกเขาเคยมีข้อเสนอเกี่ยวกับการลดอายุเยาวชนลงมาที่ 16 ปี เพื่อเลือกตั้งท้องถิ่น รวมไปถึงการผลักดันพื้นที่พ่นกราฟิตีแบบถูกกฎหมายในกรุงทาลลินน์ (ปัจจุบันมีสามแห่งแล้ว) แต่ก็เหมือนกลไกสภาเด็กทั่วไป เยาวชนขาดแรงจูงใจ เฉื่อยชา และสนใจขับเคลื่อนประเด็นที่ตนสนใจเป็นครั้งเป็นคราว นั่นทำให้มีเพียง 7% เท่านั้นที่เด็กมีส่วนร่วมในองค์กรด้านเยาวชนจริงๆ ซึ่งในงานศึกษาของ Dibou ได้ระบุข้อคิดเห็นที่สะท้อนการทำงานเยาวชนจากตัวแทนสภาเยาวชนเมืองทาลลินน์ไว้ว่า

“การมีส่วนร่วมของเยาวชนในการตัดสินใจเชิงนโยบายยังคงมีขั้นตอนที่ซับซ้อน เพราะเอสโตเนียมีระบบราชการไม่ต่างจากที่อื่นๆ การตัดสินใจด้านเยาวชนใช้ระยะเวลานาน บางเคสก็ 1-2 ปี และกว่าที่ข้อเสนอของเราจะอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ของเมืองบางเคสอาจถึง 3 ปี  เราทำลายกรอบคิดเดิมๆ ที่ว่าคนหนุ่มสาวไม่รู้อะไรเลย ด้วยการให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวก่อนเข้าประชุมเสมอ เราเรียนรู้วิธีทำงานกับนักการเมือง เรามีสถิติ เอกสาร และข้อโต้แย้ง เราพยายามทำงานอย่างมืออาชีพ ดังนั้น เราทำงานช้าแต่หนักแน่น ทั้งหมดก็เพื่อโน้มน้าวความคิดเห็นของพวกเจ้าหน้าที่ ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีการเหมารวมที่ว่าคนรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่องอยู่ดี และข้อเสนอของเราก็มักจะไปเปลี่ยนวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาไม่ชอบเรานัก”

เราจะเห็นได้ว่า แม้จะอยู่ในรัฐดิจิทัลที่มีการออกแบบนโยบายที่ดี หากขึ้นชื่อว่าระบบราชการแล้ว ก็ย่อมมีปัญหาด้านความล่าช้า ส่วนอคติจากช่องว่างระหว่างวัยยังเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ค้นพบได้ทั่วโลก

หากเรามาดูข้อมูลฝั่งเจ้าหน้าที่ จากผลสำรวจของกระทรวงกิจการสังคมของเอสโตเนียในปี 2023 จะพบว่า มีคนทำงานด้านเยาวชนในประเทศกว่า 12,300 คน แบ่งหลักๆ เป็นเจ้าหน้าที่และคนทำงาน ครู อาจารย์ และโค้ชในโรงเรียนกิจกรรมเสริม และเจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่นที่ดูแลด้านเยาวชน พวกเขามีความพึงพอใจกับงานต่างกันไป ครูผู้สอนในโรงเรียนกิจกรรมเสริมมักมีความชอบในสิ่งที่ตัวเองสอน (เช่น กีฬา ศิลปะ) เป็นทุนเดิม เจ้าหน้าที่และคนทำงานกับเยาวชนมักชอบงานสายนี้ รักการทำงานกับเด็ก และมองว่างานที่ตัวเองทำสามารถตอบแทนสังคมได้ ส่วนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมักมองว่าตำแหน่งของตนมีส่วนช่วยพัฒนางานเยาวชน ทว่าอัตราการเปลี่ยนงานของพวกเขาสูงถึง 45% ในรอบสองปี เพราะค่าจ้างต่ำ งานโหลด ความเครียดสูง และชื่นชอบงานที่ตัวเองทำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ยิ่งสะท้อนบทสัมภาษณ์ข้างต้นจากตัวแทนสภาเด็กได้อย่างดี แม้แบบสำรวจชิ้นนี้จะห่างจากบทสัมภาษณ์ในงานศึกษาของ Dibou อย่างน้อย 8 ปีก็ตาม

ข้อสรุปของ Dibou พยายามชี้ให้เห็นว่า แม้งานเยาวชนของเอสโตเนียจะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมตัดสินใจของเยาวชน แต่ก็เกิดขึ้นเฉพาะรูปแบบทางการเท่านั้น เป็นบทบาทของตัวแทนมากกว่าการมีส่วนร่วมจากเยาวชนโดยตรง ข้อเสนอหลักของเธอคือการควรให้อำนาจแก่เยาวชนเพื่อให้เขาตัดสินใจและรับผิดชอบการตัดสินใจนั้น รวมไปถึงการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมใหม่ๆ เพื่อดึงดูดเด็กและปรับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสม

ไม่เพียงเฉพาะงานเยาวชน ขณะนี้เอสโตเนียกำลังขาดแคลนครูสอนในโรงเรียน เยาวชนถูกดึงไปทำงานในสายดิจิทัลตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ อีกทั้งพวกเขากำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยเหมือนหลายประเทศ แต่ถึงอย่างไร สวัสดิการของโรงเรียนในระบบยังเข้มแข็งไม่น้อย ทั้งอาหารกลางวัน การเดินทาง ทริปทัศนศึกษา ล้วนเป็นของฟรี ครูมีอิสระเต็มที่ในการสอน ไม่ต้องพะวงกับการประเมินจากส่วนกลางตลอดเวลา เมื่อผสมกับการให้อำนาจของรัฐบาลท้องถิ่นจัดการและรับผิดชอบพื้นที่ของตัวเอง การทำงานที่ระบบยึดโยงกันหมดของ X-Road และบริษัทสตาร์ทอัพมากมายที่ต้องแข่งกันผลิตเครื่องมือเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตเสมอ ไม่แน่ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะได้รับการแก้ไขในเร็ววัน

และมันอาจเริ่มจากเด็กสักคนในรั้วโรงเรียนนี้เอง

อ้างอิง

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

Categories

เรื่องที่คล้ายกัน

guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments