- วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 1943 ฮันส์กับโซฟี โชล และคริสตอฟ พรอบส์ สมาชิกขบวนการกุหลาบขาว ต่างถูกประหารชีวิตด้วยข้อหาทรยศชาติ แม้ว่าพวกเขาจะทำเพียงแจกใบปลิวและเขียนข้อความต่อต้านระบอบนาซีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
- เอาเข้าจริงแล้ว พวกเขาเป็นชาวอารยันในอุดมคติ แต่วิธีการมองโลกของพวกเขาแตกต่างจากนาซีไปไกล พวกเขาหันหน้ามาต้านทานกระแสสังคมเยอรมนีในช่วงเวลานั้น อีกทั้งยังสามารถรักษาจิตวิญญาณของตัวเองไว้ได้ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ดำมืดที่สุดยุคหนึ่ง
- เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ขบวนการกุหลาบขาวถูกยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษของชาติ มีโรงเรียนและสถานที่สาธารณะมากมายตั้งชื่อตามสมาชิกของบวนการฯ มีเหรียญ สแตมป์ ภาพยนตร์ และหลายสิ่งอย่างที่เล่าเรื่องราวของพวกเขา นับได้ว่าเป็นตำนานของการต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้องจนถึงปัจจุบัน
“เสรีภาพจงเจริญ!”
คือเสียงสุดท้ายของฮัน โชล (Hans Scholl) วัย 24 ปี สมาชิกขบวนการกุหลาบขาว (Weiße Rose) ก่อนคมมีดจะลงหลังคอเมื่อวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 1943
ในวันนั้น สมาชิกคนสำคัญอย่างโซฟี โชล (Sophie Scholl) อายุ 21 ปี ผู้เป็นน้องสาว และคริสตอฟ พรอบส์ (Christoph Probst) พ่อลูกสามในวัย 23 ปี ต่างถูกประหารชีวิตด้วยข้อหาเดียวกัน นั่นคือทรยศชาติ แม้ว่าพวกเขาจะต่อสู้ด้วยสันติวิธีก็ตาม
เอาเข้าจริงแล้ว พวกเขาเป็นชาวอารยันในอุดมคติของท่านผู้นำอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) แต่วิธีการมองโลกของพวกเขาแตกต่างจากนาซีไปไกล พวกเขารักอิสระ มีจุดยืนของตัวเอง ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการุณยฆาต การสร้างค่ายกักกันนักโทษการเมือง การกีดกันคนต่างเชื้อชาติ และการรุกรานประเทศอื่น
แต่อะไรกันล่ะที่ทำให้พวกเขาหันหน้ามาต้านทานกระแสสังคมเยอรมนีในช่วงสงครามโลก อีกทั้งยังสามารถรักษาจิตวิญญาณของตัวเองไว้ได้ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ดำมืดที่สุดยุคหนึ่ง
เพื่อให้เห็นว่า แม้ในยุคที่มืดมนที่สุด มนุษย์เราก็สามารถมีความหวังและทำสิ่งที่ถูกต้องได้ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักขบวนการกุหลาบขาวกัน

ชีวิตในไวมาร์
หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมนีถูกรู้จักกันในนามสาธารณรัฐไวมาร์ ระบบการเมืองแบบรัฐสภาเต็มไปด้วยพรรคน้อยใหญ่ รัฐบาลไร้สเถียรภาพ ประเทศตกอยู่ในยุคระส่ำระส่าย สนธิสัญญาแวร์ซายทำให้พวกเขาต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามถึง 6.6 พันล้านมาร์ค รัฐบาลเร่งพิมพ์ธนบัตรมาชำระหนี้จนเกิดเงินเฟ้อรุนแรง จราจลแย่งอาหารเกิดขึ้นทั่วประเทศ เยอรมนียังสูญเสียดินแดนร้อลละ 13 และถูกบังคับให้เป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว หนำซ้ำ การล่มสลายของตลาดหุ้นอเมริกาในปี 1929 ทำให้ชาวเยอรมันนับล้านตกงาน อุดมการณ์การเมืองแบบขวาสุดโต่งจึงค่อยๆ เติบโตในซอกหลืบสังคมที่สิ้นหวัง พรรคสังคมชาตินิยมของคนงานเยอรมัน (Nationalsozialistische Deutsche Arbeiterpartei หรือ Nazi) ค่อยๆ สร้างฐานเสียงของตัวเองด้วยความเชื่อที่ว่า ชาวเยอรมันจะกลับมายิ่งใหญ่
สมาชิกของขบวนการกุหลาบขาวต่างเกิดและเติบโตในสภาวะข้างต้น ฮันส์ โชล เกิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน 1918 เขาเป็นบุตรชายคนแรกของครอบครัว ส่วนโซฟี โชล บุตรสาวคนที่สาม เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 1921 ที่เมืองฟอร์ชเตนเบิร์ก ตำบลขนาดเล็กในสมัยที่โรเบิร์ต โชล (Robert Scholl) พ่อของพวกเขายังเป็นนายกเทศมนตรี
ปี 1930 ครอบครัวโชลย้ายไปเมืองลุดวิกชบูร์กและย้ายอีกครั้งในปี 1932 ไปเมืองอูล์ม เพราะโรเบิร์ตเปลี่ยนงานมาเป็นหุ้นส่วนบริษัทบัญชีและให้คำปรึกษาด้านภาษีอากร อุปนิสัยของโรเบิร์ต และมักดาลีเนอ ผู้เป็นภรรยา กล่อมเกลาลูกๆ ของพวกเขาให้เป็นคนมีเหตุผล รักการอ่าน รักธรรมชาติ และรักอิสระซึ่งจะเป็นอุปนิสัยพื้นฐานที่ทำให้พวกเขาไม่คล้อยตามไปกับแบบเรียนชาตินิยมในชั้นเรียน ถึงแบบนั้น ฮันส์และพี่น้องก็ขัดใจพ่อโดยการสมัครใจเข้าสู่องค์กรเยาวชนอย่าง ยุวชนฮิตเลอร์ (Hitlerjugend: HJ) สำหรับวัยรุ่นชาย และสันนิบาตสตรีเยอรมัน (Bund deutscher Mädel: BDM) สำหรับวัยรุ่นหญิง
ในหนังสือ โซฟี โชล กุหลาบขาว และนาซี (2563) อธิบายว่า องค์กรยุวชนฮิตเลอร์ในเมืองอูล์มไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด เด็กจำนวนไม่น้อยเคยเป็นสมาชิกองค์กรเยาวชนไวมาร์มาก่อน เช่น หน่วย d.j.1.11 ที่มีแนวทางต่างจากอุดมการณ์นาซี ส่งเสริมให้เยาวชนรักอิสระตามขนบประชาธิปไตย และกิจกรรมยังออกไปแนวทางสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ผ่านการเดินป่าล่องธรรมชาติ และยังสอนให้เรียนรู้วัฒนธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่เยอรมัน ฮันส์ไม่เคยเป็นสมาชิกหน่วย d.j.1.11 แต่เขาชื่นชอบหลักการ กิจกรรม อุดมการณ์ และแนวทางที่ผ่อนคลายของ d.j.1.11 มากกว่าความหยาบแข็งกร้าวแบบทหารของยุวชนฮิตเลอร์ ฮันส์ริเริ่มทำกิจกรรมที่ต่างออกไป เช่น นำกลุ่มร้องเพลงที่ไม่ใช่เพลงปลุกใจของนาซี การเสวนาประเด็นทางปรัชญา เทววิทยา และวรรณกรรม รวมถึงการมีหนังสือของนักเขียนเยอรมันเชื้อสายยิวไว้ในครอบครอง เขาจึงถูกลดขั้นและลงโทษอยู่เป็นระยะ รวมถึงการถูกจับในข้อหามีความสัมพันธ์แบบเกย์ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดทางอาญา แต่เขาก็ถูกปล่อยตัวออกมาและยังถูกมองว่าเป็น “สหายร่วมชาติ” ที่ทำผิดแบบโง่เง่า นั่นเป็นจุดเริ่มของอาการตาสว่างของพี่น้องโชล
พวกเขายังพบว่าค่ายกักกันในยุคแรกหลังนาซีขึ้นมามีอำนาจคือค่ายสำหรับผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง และการชุมนุมสาวกนาซีที่นูเรมเบิร์กในปี 1935 เพื่อประกาศใช้กฎหมายนูเรมเบิร์กตามหลักการแบ่งแยกชนชั้นและต่อต้านชาติพันธุ์เซมิติก (กลุ่มชาติพันธุ์ในตะวันออกกลางและแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือ) ของนาซี ก็เป็นจุดที่ทำให้พี่น้องโชลกลายเป็นผู้มีทัศนคติแบบ “ศัตรูของชาติ” ไปโดยปริยาย
มหาวิทยาลัยแห่งมิวนิค
ในบรรดาพี่น้องทั้ง 6 คน โซฟียึดฮันส์เป็นแบบอย่างตั้งแต่เด็ก ฮันส์เข้าเรียนแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งมิวนิค เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุ ฮันส์จึงถูกส่งตัวไปแนวรบในฐานะนักศึกษาแพทย์เพื่อช่วยงานเสนารักษ์ จุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการกุหลาบขาว เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักศึกษาแพทย์ผู้คัดค้านอุดมการณ์นาซี

ในส่วนของโซฟี หลังจากเป็นครูอนุบาลและใช้แรงงานในฟาร์ม (ตามนโยบายที่การเรียนต่อมหาวิทยาลัยต้องสอบไล่และรับใช้ชาติเสียก่อน) โซพีในวันย่าง 21 ปีก็นั่งรถไฟเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งมิวนิคตามพี่ชาย ที่นั่นเธอได้รู้จักอเล็กซานเดอร์ ชมอเรล (Alexander Schmorell) นักศึกษาแพทย์ชาวเยอรมัน-รัสเซีย วัย 25 ปี ครอบครัวของเขามีฐานะ อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ บิดาเป็นแพทย์ชาวเยอรมัน มารดาเป็นคนรัสเซียที่เสียชีวิตเมื่อเขาอายุได้ 2 ขวบ เขาจึงต่อต้านนาซีตั้งแต่แรกเริ่ม การบุกโซเวียตของเยอรมนียังทำให้เขาเดือดดาลยิ่งขึ้นไปอีก ในปี 1940 เพื่อนเสนารักษ์คนหนึ่งแนะนำฮันส์กับอเล็กซ์ ก่อนต่อมา อล็กซ์จะแนะนำฮันส์ให้รู้จักคริสตอฟ พรอบส์ (Christoph Probst) อีกหนึ่งนักศึกษาแพทย์ผู้เป็นบุตรชายของคหบดีผู้มั่งคั่ง เขาใช้ชีวิตแบบนักวิชาการอิสระ ศึกษาสิ่งต่างๆ ตามใจปรารถนา คริสตอฟแต่งงานเร็วและมีลูกแล้วถึงสามคนในอายุเพียง 23 ปี จากนั้น คริสตอฟจึงแนะนำวิลลี กราฟ (Willi Graf) หนุ่มนักศึกษาแพทย์วัย 22 ปี กับกลุ่มเพื่อน วิลลีเคยถูกเกสตาโปจับกุมเข้าหาทำกิจกรรมนอกรีตสมัยเป็นยุวชนฯ คล้ายกับฮันส์ เขาเริ่มเรียนแพทย์ที่มหาลัยแห่งบอนน์ในปี 1937 ก่อนถูกส่งตัวไปแนวรบด้านตะวันออก ก่อนกลับมาและย้ายมาเรียนที่มิวนิคในปี 1942
แผนการต่อต้านนาซีด้วยหลักสันติวิธีเกิดขึ้นสักพักก่อนโซฟีเข้ามหาวิทยาลัย พวกเขาพูดคุยกันหลายหัวข้อทั้งศิลปะ ปรัชญา ศาสนา วรรณกรรม และต้องลงเอยที่การพูดถึงระบอบนาซีทุกครั้ง ฮันส์กับอเล็กซ์จึงลงความเห็นว่าควรทำอะไรบางอย่างที่เป็นรูปธรรม
ในสมัยนั้น ไม่ได้มีแต่กลุ่มกุหลาบขาว แต่กลุ่มนักศึกษาและคนทั่วไปเคลื่อนไหวต่อต้านนาซีตั้งแต่ก่อนสงครามและต่อให้เป็นการเคลื่อนไหวแบบสันติวิธี หากถูกจับได้ก็ต้องโทษประหารสถานเดียว
ปี 1942 ใบปลิวฉบับแรกถูกแจกจ่ายในนาม ‘กุหลาบขาว’ เรียกร้องให้ชาวเยอรมันต่อต้านระบบนาซีโดยสงบ พวกเขาส่งใบปลิวไปตามชื่อที่อยู่ซึ่งสุ่มมาจากสมุดโทรศัพท์เมืองมิวนิค ในครั้งแรกนั้น พวกเขาเจาะจงไปที่ชนชั้นกลาง คนทำงานอาชีพเฉพาะ และเจ้าของโรงเบียร์เพื่อคาดหวังให้พวกเขาทำสำเนาและส่งต่อ ฉบับที่สองเป็นการโจมตีปรัชญาสังคมชาตินิยม ฉบับที่สามเปรียบเทียบความชั่วร้ายของลัทธินาซีกับคุณธรรมของคริสต์ศาสนา และกระตุ้นให้ผู้อ่านทำลาย/ก่อกวนอุตสาหกรรมสงคราม ฉบับที่สี่มุ่งให้คนเยอรมันยอมรับความรู้สึกผิดที่ทำให้ตัวเองและเพื่อนร่วมชาติสนับสนุนฮิตเลอร์ เกสตาโปถึงกับเชื่อว่านี่คือใบปลิวจากองค์กรใต้ดินขนาดใหญ่ที่อาจมีท่อน้ำเลี้ยงจากฝั่งสัมพันธมิตรด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้น ใบปลิว 4 ฉบับบแรกกลับไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรมากนัก
ปี 1943 ฮันส์กับอเล็กซ์จึงพูดคุยปรึกษากับ ดร.เคิร์ต ฮูเบอร์ (Kurt Huber) อาจารย์ผู้สอนปรัชญา จิตวิทยา และดนตรีที่มีท่าทีต่อต้านนาซี โดยให้เขาอ่านฉบับร่างและลงความเห็น ใบปลิวฉบับที่ห้าไม่ได้ลงชื่อกุหลาบขาว แต่ใช้ชื่อว่า ‘ขบวนการต่อต้านแห่งเยอรมนี’ มีเนื้อหาเสนอรูปแบบสหพันธรัฐที่คุ้มครองปัจเจกบุคคล ให้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นและการนับถือศาสนา สำเนาใบปลิวฉบับนี้มีประมาณ 8,000-10,000 แผ่น โซฟีส่งใบปลิวทางไปรษณีย์กว่า 250 แผ่น และอีกกว่า 600-700 แผ่นลงตู้ไปรษณย์ในชตุตการ์ต ใบปลิวฉบับนี้เองที่เตะตาเกสตาโปจนต้องตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อตามหาคนทำ
ภายหลังเยอรมนีพ่ายแพ้ในแนวรบด้านตะวันออกกับโซเวียต รองศาสตราจารย์เคิร์ตวัย 49 ปี จึงลงมือเขียนใบปลิวแผ่นที่หก เพื่อเรียกร้องให้เยาวชนในประเทศก่อตั้ง ‘ยุโรปใหม่’ ด้วยจิตวิญญาณ เพราะชื่อ ‘เยอรมนี’ จะต้องเสื่อมเสียไปอีกนานหากคนรุ่นใหม่ไม่แก้ไขชดเชยกับสิ่งที่นาซีทำ ฮันส์กับโซฟีบรรจุใบปลิวจำนวน 1,500-1,800 แผ่นใส่กระเป๋าเดินทาง เพื่อนำไปวางไว้ตามจุดต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ก่อนพวกเขาจะมาถึงโถงกลางขนาดใหญ่ พวกเขาวางปึกใบปลิวไว้ตามหน้าห้องบรรยายและเชิงบันได ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใด บนระเบียงชั้นสาม โซฟีโปรยใบปลิวปึกใหญ่ปลิวว่อนทั่วอาคาร มันค่อยๆ แหวกว่ายอากาศลงมาเหนือนักศึกษาที่กำลังออกจากห้องบรรยายพอดิบพอดี ภารโรงอย่างยาคอป ชมิด (Jacob Schmid) วัย 46 เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ เขานำตัวทั้งสองไปยังห้องของผู้ดูแลอาคาร จากนั้นจึงถูกส่งต่อให้อธิการบดี และสุดท้ายก็ถูกเกสตาโปจับกุมในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1943
4 วันหลังจากนั้น ผู้พิพากษาโรลันด์ ไฟรสเลอร์ (Roland Freisler) ยืนยันคำตัดสินโทษประหารด้วยกิโยตินแก่ฮันส์ โซฟี และคริสตอฟ ส่วนเคิร์ต วิลลี และอเล็กซ์ ถูกพิพากษาแบบเดียวกันในอีกหลายเดือนให้หลัง ขณะที่สมาชิกคนอื่นถูกพิพากษาจำคุกด้วยอัตราโทษลดหลั่นลงมา
หลังสงคราม

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ขบวนการกุหลาบขาวถูกยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษของชาติ มีโรงเรียนและสถานที่สาธารณะมากมายตั้งชื่อตามสมาชิกของบวนการฯ มีเหรียญ สแตมป์ ภาพยนตร์ และหลายสิ่งอย่างที่เล่าเรื่องราวของพวกเขา ขณะที่อเล็กซ์ถูกประกาศให้เป็นนักบุญโดยศาสนจักรรัสเซียนออร์โธดอกซ์ในปี 2012
“ถ้าเขารู้ เขาคงหัวเราะออกมาดังๆ เลยล่ะ เขาไม่ใช่คนดีเลิศอะไร เขาก็คนธรรมดาคนหนึ่ง” ลิโล เฟิร์สต์-รัมดอห์ร (Lilo Fürst-Ramdohr) หนึ่งในสมาชิกที่รอดจากยุคนาซี บอกกับ BBC
ในช่วงสงคราม เธอมีหน้าที่เก็บใบปลิวและทำแผ่นแม่แบบฉลุลาย เพื่อให้สมาชิกคนอื่นไปพ่นข้อความต่อต้านตามสถานที่สาธารณะ หลังจากถูกสอบสวนอย่างหนัก เธอก็ถูกปล่อยตัว เธอพูดถึงขบวการกุหลาบขาวเสมอ และไม่เห็นด้วยนักกับการที่พวกเขาถูกยกย่องเป็นวีรบุรุษ เพราะในยุคนั้น “พวกเขา (คนทั่วไป) ตัดสินประหารพวกเราทุกคน”
ขบวนการกุหลาบขาวเป็นตัวอย่างที่ดีของวลีที่ว่า “ที่ใดมีอำนาจ ที่นั่นมีการต่อต้าน” ขณะที่ข้อความอันโด่งดังอย่าง “ความรู้สึกระหว่างสิ่งที่ถูกต้องกับสิ่งที่ผิด” ของโซฟีในจดหมายตอนหนึ่งที่เขียนถึงเพื่อนชายอย่างฟริตซ์ ฮาร์ตนาเกิล (Fritz Hartnagel) ก็เป็นหัวใจหลักของการยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมในสังคมเผด็จการ
และเป็นความรู้สึกเดียวกับคนรุ่นใหม่ทั่วโลกที่พยายามต่อสู้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในปัจจุบัน
อ้างอิง
- bbc.com
- ไพรัช แสนสวัสดิ์. โซฟี โชล กุหลาบขาว และนาซี. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: WAY OF BOOK, 2563.





