ลัดเลาะไปในเบอร์ลิน สำรวจคอมมูนิตี้ของคนรุ่นใหม่ที่ความพังก์ยังอยู่ใน DNA

  • ในศูนย์กลางของโลกศิลปะตะวันตกอย่างยุโรป ชุมชนศิลปินไม่ได้ผูกติดกับมิวเซียม วิทยาลัย แกลลอรี หรือโครงการที่ต้องรอคอยการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนรายใหญ่เพียงอย่างเดียว
  • เราอยากพาไปสำรวจการรวมกลุ่มของคนรุ่นใหม่ในเยอรมนี ประเทศที่วัฒนธรรมพังก์แบบ DIY (Do It by Yourself) ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ผ่านกลุ่มคนทำสิ่งพิมพ์อิสระ ค่ายเพลงอิสระ และคอมมูนิตี้ที่แลกเปลี่ยนความสนใจแก่กัน โดยผลตอบแทนทางการเงินมักเป็นเรื่องรอง
  • สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำว่า ศิลปะเชิงวิพากษ์และศิลปะในฐานะวัฒนธรรมย่อย (Subculture) มักถูกฟูมฟักโดยคนตัวเล็กตัวน้อยเสมอ ทั้งยังเปิดจินตนาการใหม่ๆ ของการรวมกลุ่มทำงานสร้างสรรค์ไปพร้อมกับการตั้งคำถามของโลกที่เราอยู่อีกด้วย 

“ศิลปินมักไส้แห้ง” คำกล่าวนี้แทบจะเป็นความจริงสากลของโลก แต่คำว่า “สังคมเราไม่ให้คุณค่ากับศิลปะ” ก็อาจเป็นคำกล่าวที่ไม่ได้เป็นสัจจะสากลเท่าไรนัก เพราะศิลปะเชิงจารีตย่อมถูกอุ้มชูโดยรัฐบาลของแต่ละประเทศ ส่วนศิลปะเชิงวิพากษ์และศิลปะในฐานะวัฒนธรรมย่อย (Subculture) ก็มักถูกฟูมฟักโดยคนตัวเล็กตัวน้อยเสมอมา

ในศูนย์กลางของโลกศิลปะตะวันตกอย่างยุโรป ชุมชนศิลปินไม่ได้ผูกติดกับมิวเซียม วิทยาลัย แกลลอรี หรือโครงการที่ต้องรอคอยการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนรายใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงมือทำของคนที่มีแพชชั่นกับซีนศิลปะ พวกเขาค่อยๆ สร้างเครือข่าย รวบรวมความสนใจที่หลากหลายเข้าด้วยกัน แลกเปลี่ยนผลงานผ่านการพบปะทั้งในและนอกโลกออนไลน์ นี่คือธรรมชาติองวัฒนธรรมย่อย ซึ่งทำให้เห็นว่า ไม่ว่าใครก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยหนึ่งสมองและสองมือ

เราจึงอยากพาไปสำรวจการรวมกลุ่มของคนรุ่นใหม่ในเยอรมนี ประเทศที่วัฒนธรรมพังก์แบบ DIY (Do It by Yourself) ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เมื่อเด็กหญิงชาวเยอรมันตะวันออกนามว่า ‘บริตตา เบิร์กมันน์’ ในวัย 15 ปี รู้จักวง Sex Pistols จากนิตยสารที่พี่สาวต่างมารดาในฝั่งตะวันตกให้มา เธอเริ่มตัดผมสั้น ฉีกเสื้อผ้าตามวิถีแห่งพังก์ แนะนำให้เพื่อนๆ รู้จัก ไม่ถึงปี เธออยู่ในลิสต์ของตำรวจลับ ในฐานะบุคคลผู้เป็นศัตรูกับรัฐ เวลาต่อมา วงพังก์ฝั่งตะวันออกผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด พวกเขาอัดเพลงกันเองในห้องนอน บันทึกเสียงแบบ DIY แอบจัดงานตามโบสถ์และสถานที่รกร้างเพราะไม่มีที่ให้แสดงอย่างถูกกฎหมาย และกำแพงเบอร์ลินก็พังทลายลง 

ปัจจุบัน แม้ว่าดนตรีเทคโนกับอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลอาร์ตจะได้รับความนิยมมากกว่า แต่ปรัชญาของความเป็นพังก์ที่ต่อต้านรัฐยังคงฝังรากลึกในเมืองใหญ่ และเปลี่ยนหน้าค่าตาไปเป็นการต่อต้านระบบทุนนิยมในชีวิตประจำวัน

2026a2p2

ภาพ Rosa Extra วงอาร์ต-พังก์ ขณะทำการแสดงในปี 1982 จาก Courtesy of Harald Hauswald/Ostkreuz Agency / dazeddigital

สิ่งพิมพ์ ของตายที่ยึดโยงผู้คนเอาไว้

หลายร้อยปีผ่านไปตั้งแต่แท่นพิมพ์กูเตนเบิร์กถูกปะดิษฐ์ขึ้นที่เมืองไมนซ์ ประเทศเยอรมนี จวบจนการมาถึงของโควิด-19 เหมือนกับคนทั้งโลก อีริคและอเล็กซ์ สองเพื่อนสนิทตั้งแต่มัธยมปลายต้องหยุดกักตัวที่บ้าน ตอนนั้นเองที่พวกเขาตัดสินใจทำสิ่งพิมพ์อิสระด้วยกันภายใต้ชื่อ Hometown Journal

ในบทสัมภาษณ์กับ Born Rival พวกเขาเล่าว่า พอโควิดระบาดก็ทำงานกันไม่ได้ ทั้งสองจึงคุยกันว่า “ทำไมเราไมทำนิตยสารกันดูล่ะ?” เพราะมันเป็นสิ่งที่หลงใหลและอยากทำมาตลอด หนำซ้ำ ช่วงโควิดทำให้ผู้คนหันกลับไปฟังแผ่นเสียง ถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม อ่านหนังสือเล่ม ซึ่งเป็นปัจจัยชั้นดีให้พวกเขาติดต่อพูดคุยกับศิลปิน ผลิตบทความ บทสัมภาษณ์ ภาพถ่าย การร้อยเรียง จัดรูปเล่ม และพิมพ์ออกมาอย่างปราณีตทุกขั้นตอนสนองแพชชั่น

“จุดประสงค์คือการติดต่อกับคนที่เรามีคำถามอยากจะถาม เราอยากรู้วาพวกเขาทำอะไร ทำอย่างไร และคนเราจะเก่งขึ้นจากสิ่งที่ตัวเองทำได้อย่างไร ไม่ต้องถึงขนาดประสบความสำเร็จ แต่คนเราจะเรียนรู้เพื่อคว้าโอกาสนั้นๆ ไว้ได้อย่างไร เราอยากทำนิตยสารในแบบที่เรามองหา เป็นนิตยสารที่เราจะพูดได้ว่า ‘โอ้ นี่มันเจ๋งจริง เราชอบมันว่ะ’” อีริคกล่าวกับ Born Rival

2026a2p3

นิตยสาร Hometown Journal ฉบับแรก ภาพจาก hometownjournal

ตั้งแต่พิมพ์ฉบับแรกในปี 2020 พวกเขายังคงทำนิตยสารที่ปราศจากโฆษณา จัดจำหน่ายเพียงหลักร้อยเล่ม แม้แต่ละฉบับจะมีธีมและคำถามที่ต่างกันออกไป เช่น บ้านเกิดคืออะไร ส่งผลต่อการทำงานสร้างสรรค์อย่างไร มุมมองใหม่ๆ ของความรู้สึกคลุมเครือที่มีอยู่ในใจเราคืออะไร ฯลฯ แต่คำถามหลักยังคงเป็นการสำรวจว่าคนเราจะทำงานสร้างสรรค์กันอย่างไรและทำไมเราถึงต้องทำงานสร้างสรรค์ ผ่านเนื้อหาที่โฟกัสทั้งภาพวาด ภาพถ่าย บทกวี ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะแสดงสด และศิลปะการจัดวาง

Hometown Journal มีฐานการทำงานอยู่ในเบอร์ลินและลิสบอน พวกเขายังทำช่องยูทูปในชื่อเดียวกันผ่านการเยี่ยมเยียนสตูดิโอของศิลปินทั้งในสหรัฐอเมริกา อิตาลี อังกฤษ โปรตุเกส และเยอรมนี ก่อนขยายไปสู่การจัดแสดงและจัดจำหน่ายงานศิลปะออนไลน์ด้วยแพลตฟอร์มและเครือข่ายของพวกเขา จนถึงตอนนี้ พวกเขาได้เพื่อนร่วมทีมเพิ่มอีกหนึ่งคน

“เรากำลังทำโปรดักที่เน้นการสัมผัส หันหลังให้อินเทอร์เน็ตกันบ้าง” อีริคกล่าว แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธว่าโลกออนไลน์ทำให้เขารู้จักศิลปินใหม่ๆ และเชื่อมต่อกับผู้คนได้ สิ่งสำคัญคือ การทำ Homeown Journal ทำให้ผู้คนในโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้นและค่อยๆ สลายเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐลง

“ตอนนี้ มีคนบ้าสามคนที่ทุ่มเวลาและเงินทองโดยไม่ได้รับเงินตอบแทน แต่สิ่งที่เราได้กลับมาและเป็นเหตุผลที่เราทำต่อก็คือเวลามีใครสักคนบอกว่า ‘ฉันเพิ่งอ่านและมันน่าประทับใจมาก ขอบคุณที่ทำสิ่งนี้’ โอเค เราต่อติดกับผู้คนได้และเขาเข้าใจสิ่งที่เราทำแล้ว อย่างน้อยก็ชื่นชมกัน นั่นแหละ เราถึงทำมัน” อีริคสรุป

รากแห่ง ‘พังก์’ คือพื้นที่ทางการเมือง

ไม่เพียงแต่กลุ่มที่ลุกขึ้นมาทำสิ่งพิมพ์อิสระสายศิลปะ แต่ซีนดนตรีนอกกระแสก็คึกคักไม่แพ้กัน เช่นกลุ่ม Mangel Records ค่ายเพลงอิสระในเบอร์ลินที่สนใจดนตรีโพสต์พังก์และวงอินดี้ทั้งในและนอกเยอรมนี พวกเขาร่วมงานกับศิลปินผ่านการทำเพลง ทำเทปอัลบั้ม แผ่นเสียง ทำซีน จัดจำหน่าย และจัดอีเวนต์ ซึ่งพวกเขาดำเนินงานมาแล้วกว่า 5 ปี

“แน่นอนว่าการทำค่ายเพลง DIY แบบนี้ เป็นการขูดรีดตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบถ้ามองในมุมทุนนิยมน่ะนะ เพราะเราไม่ได้ผลตอบแทนอะไรกลับมาเป็นการส่วนตัวเลย” มาร์ตินหนึ่งในสมาชิกของ Mangel Records บอกกับ Arte

ไม่ไกลจากเมืองหลวง ในเมืองไลป์ซิก ซินาทำเวิร์กชอปงานพิมพ์ภายใต้ชื่อ Riso Club โดยเน้นงานปรินต์แบบ risograph และเธอยังทำงานร่วมกับ Mangel Records ในฐานะคนออกแบบและผลิตปกอัลบั้ม หรือจะเป็น Hitness.club กลุ่มทำทีวีออนไลน์ 3 คน ซึ่งอยู่ในเมืองเดียวกันที่ลักษณะงานข้องเกี่ยวกันไปมา

“สำหรับฉัน Riso Club คือพื้นที่ทางการเมืองนะ” ซินาให้สัมภาษร์กับ Arte “เพราะมันคือพื้นที่แลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นธรรมชาติ ฉันไม่จำเป็นต้องซื้ออะไรใหม่เลย ถ้าฉันต้องการสายเคเบิล ฉันก็ไปขอที่ Hitness.club ถ้าฉันต้องการสว่าน ฉันก็ไปขอเฟรโดที่ร้านไอศกรีมข้างๆ ดังนั้น สำหรับฉัน ฉันคิดว่ามันก็เป็นเรื่องการเมืองอยู่แล้ว”

ความคิดเห็นข้างต้นของซินานั้นน่าสนใจมาก เพราะมันช่วยล้างภาพเชิงลบต่อคำว่าการเมืองออกไป และนำเรากลับมาสู่ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่า การเมืองคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างปัจเจก ซึ่งในกลุ่มเล็กๆ การพูดคุยนั้นเรียบง่าย แต่เมื่อเครือข่ายเติบโต แน่นอนว่าการทำงานต้องเน้นประสิทธิภาพมากขึ้น บางครั้งจึงทำให้งานแพชชั่นกลายเป็นการทำงานที่ไม่ต่างจากระบบราชการ มากไปกว่านั้น การเติบโตของซีนวัฒนธรรมย่อยล้วนต้องเผชิญความท้าทายของ ‘คนที่สนใจลงทุน’ ซึ่งจะช่วยสภาพคล่องทางการเงิน แต่แลกกับอิสระที่หายไปในระยะยาว

แม้จะอยู่ในประเทศโลกที่หนึ่ง แต่คนรุ่นใหม่หลายคนต้องทำงานธรรมดาหล่อเลี้ยงชีวิตและจ่ายค่าเช่าที่พักในเมืองเพียงเพื่อจะทำงานตามแพชชั่นด้วยวิธีเเฉพาะตัวต่อไป

เราอาจพูดได้ว่า ในศูนย์กลางของโลกศิลปะตะวันตกอย่างยุโรป ชุมชนศิลปินแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องผูกติดกับมิวเซียม วิทยาลัย แกลลอรี หรือโครงการที่ต้องรอคอยการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนรายใหญ่ แต่เกิดจากการลงมือทำ พวกเขาค่อยๆ สร้างเครือข่ายศิลปิน รวบรวมความสนใจที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ก่อนแลกเปลี่ยนผลงานผ่านการพบปะทั้งในและนอกโลกออนไลน์ นี่คือธรรมชาติของวัฒนธรรมย่อยที่ไม่ว่าใครก็สามารถมีส่วนร่วมได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ การมีอยู่ของกลุ่มวัฒนธรรมย่อยได้ขยับขยายจากการต่อต้านอำนาจรัฐ กลายมาเป็นการวิพากษ์ระบบสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ‘ซีน’ เหล่านี้ในเยอรมนียังเปิดจินตนาการใหม่ๆ ของการรวมกลุ่มทำงานสร้างสรรค์ไปพร้อมกับการตั้งคำถามของโลกที่เราอยู่

อาจกล่าวได้ว่า คอมมูนิตี้และการทำงานแพชชั่นจึงไม่ใช่เพียงการหล่อเลี้ยงจิตใจ แต่ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้เพียงคนเดียว

อ้างอิง

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

Categories

เรื่องที่คล้ายกัน

guest
1 Comment
Inline Feedbacks
View all comments