- อาการ ‘สุขปนเศร้า’ เคล้าใจหายหลังภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือการ์ตูนที่เรารักถึงตอนอวสานมักเกิดขึ้นกับหลายคน โดยเฉพาะกับเรื่องเล่าสไตล์ “Coming of Age” หรือการก้าวพ้นวัยของวัยรุ่นที่นำเสนอช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของตัวละคร ไม่ต่างจากประสบการณ์ของผู้ชมหลายคน
- หนึ่งในนั้นคือ ผู้ใหญ่วัยเริ่ม (Emerging adulthood) หรือแนวคิดพัฒนาการของวัยรุ่นตอนปลายจนถึงอายุ 20 ปลาย แม้จะยังไม่มีเพดานที่ชัด แต่คุณสมบัติหลักคือการค้นหาอัตลักษณ์ของตน พวกเขายังต้องเผชิญความรู้สึกไม่มั่นคง และอยู่ในสภาวะก้ำกึ่ง (feeling in-between) ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่
- ซีซันสุดท้ายของ Stranger Things นับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่บอกว่า ช่วงเวลาแห่งการสลัดคราบวัยรุ่น (13-20 ปี) และเป็นผู้ใหญ่วัยเริ่ม (18-30 ปีโดยประมาณ) คือบทสรุปของช่วงวัยที่ผ่านการผจญภัยกับหลากหลายประสบการณ์ ‘ครั้งแรก’ ซึ่งความรู้สึกของตัวละครคงไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของคนทั่วไปเมื่อเรียนจบ มีความสัมพันธ์ ย้ายบ้าน หรือต้องออกเดินทางไปที่อื่นด้วยเหตุผลเดียวกันกับในจอ นั่นคือวัยเด็กจบแล้ว
เป็นเวลาเกือบ 10 ปีที่ซีรีส์ Stranger Things (2016-2025) อยู่คู่กับแฟนๆ ทั่วโลก เรียกได้ว่าหากเริมดูอีพีแรกตั้งแต่วัยมัธยม ก็ดูอีพีสุดท้ายในวัยทำงาน นั่นทำให้ซีนผองเพือนนั่งคุยบนดาดฟ้าและซีนการเล่น D&D ครั้งสุดท้าย ไม่ต่างอะไรกับสัญญาณที่ว่า วัยเด็กของทั้งตัวละครและแฟนซีรีส์จำนวนมากจบลงไปแล้ว
อาการ ‘สุขปนเศร้า’ เคล้าใจหายหลังภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือการ์ตูนที่เรารักถึงตอนอวสานมักเกิดขึ้นกับหลายคน โดยเฉพาะกับเรื่องเล่าสไตล์ “Coming of Age” หรือการก้าวพ้นวัยของวัยรุ่นที่นำเสนอช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงที่อารมณ์สวิงขั้นสุด ช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วงที่มนุษย์พบกับประสบการณ์ ‘ครั้งแรก’ จำนวนมาก ทั้งความรัก การค้นพบตัวเอง การมีกลุ่มเพื่อน การเดินทาง การเรียนต่อ การสูญเสีย ฯลฯ ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นประสบการณ์ร่วมของคนจำนวนมากและเป็นช่วงเวลาที่ใครก็ตามที่ผ่านมาแล้ว มักอดไม่ได้ที่จะย้อนนึกเสมอ ไม่ว่าประสบการณ์นั้นจะดีหรือแย่
สิ่งที่เรื่องราว Coming of age มักมอบให้ผู้ชมคือความรู้สึกที่ว่า “คุณไม่ได้อยู่คนเดียว” หลายเรื่องราวมีตอนจบที่เปิดกว้าง เพื่อนฝูงแยกย้าย ทุกตัวละครมีอนาคตที่ไม่แน่นอนรออยู่ พวกเขามีอารมณ์ปะปนกันไปต่อความไม่แน่นอนนั้น ทั้งกลัว เศร้า ตื่นเต้น มีความหวัง กลางๆ หรือกระทั่งยอมรับต่ออนาคตทุกรูปแบบ (แบบที่บรรดามุกหยอดมากมายในรีลชอบแซวว่าคนเรียนสายสังคมจะกลายเป็นบาริสต้า)
ซีซันสุดท้ายของ Stranger Things นับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่บอกว่า ช่วงเวลาแห่งการสลัดคราบวัยรุ่น (13-20 ปี) และเป็นผู้ใหญ่วัยเริ่ม (18-30 ปีโดยประมาณ) คล้ายบทสรุปของวัยรุ่น ซึ่งความรู้สึกของตัวละครคงไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของคนทั่วไปเมื่อเรียนจบ ย้ายบ้าน ทำงานที่ใหม่ หรือต้องออกเดินทางไปที่อื่นด้วยเหตุผลเดียวกันกับในจอ นั่นคือวัยเด็กจบแล้ว
จิตวิทยาของการก้าวพ้นวัย

การก้าวเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรมของมนุษย์ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเด็กผู้ใหญ่ถูกขีดด้วยคุณสมบัติในการทำงาน ขณะที่ปัจจัยทางวัฒนธรรมและกฎหมายของแต่ละประเทศ มีส่วนทำให้เส้นแบ่งระหว่างวัยเด็ก วัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ไม่มีความชัดเจน
ทว่าเมื่อโลกเข้าสู่สังคมแห่งความสำเร็จ (Achievement society/Leistungsgesellschaft) หรือสังคมที่ทุกคนเป็นผู้ประกอบการของตัวเองและลงทุนทุกด้านของชีวิตอย่างสม่ำเสมอ หนำซ้ำ ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวของการประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ก็ดูจะเป็นปัจจัยเร่งรัดให้วัยผู้ใหญ่ที่ต้องพึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์ใกล้เข้ามาตั้งแต่อายุยังมีเลขหนึ่งนำหน้า ทั้งที่นิยามของคำว่าผู้ใหญ่ตอนต้น ขีดเส้นได้ตั้งแต่ 21 จนถึง 40 ปี
ข้อมูลจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่า ผู้ใหญ่วัยเริ่ม (Emerging adulthood) สื่อถึงแนวคิดพัฒนาการของวัยรุ่นตอนปลายจนถึงอายุ 20 ปลาย แม้จะยังไม่มีเพดานที่ชัด แต่คุณสมบัติหลักคือการค้นหาอัตลักษณ์ของตน โดยเฉพาะในด้านความรัก การงาน ความสัมพันธ์ และอุดมการณ์ พวกเขายังต้องเผชิญความรู้สึกไม่มั่นคงจากกระบวนการค้นหาอัตลักษณ์ แต่กระบวนการนี้จะมอบการให้ความสำคัญกับตัวเองด้วยเช่นกัน พวกเขาจะเริ่มทดลองใช้ชีวิตรูปแบบต่างๆ ตอบสนองกับตัวเองมากขึ้น ลดภาระทางอารมณ์กับสังคมหรือผู้ปกครองในวัยเด็กลง ในระหว่างนี้เอง พวกเขาจะประเมินและถามตัวเองเป็นระยะว่าตนเป็นผู้ใหญ่แล้วหรือยัง ซึ่งการเป็นและไม่เป็นผู้ใหญ่ในบางมุมจะทำให้พวกเขาอยู่ในสภาวะก้ำกึ่ง (feeling in-between) ก่อนพวกเขาจะพบว่าชีวิตจะเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ ท้ายสุดแล้วพวกเขาจะค่อยๆ สลัดความวิตกกังวลลงและใช้ชีวิตไปข้างหน้า ไม่ว่าสิ่งที่พวกเขาพบระหว่างทางนั้นจะมอบผลกระทบด้านบวกหรือลบก็ตาม
ด้วยการเดินทางที่คล้ายคลึงกันนี้ นั่นจึงทำให้เรื่องราว Coming of Age จับคนในช่วงผู้ใหญ่วัยเริ่มอย่างอยู่หมัด หนังและซีรีส์ยังให้แหล่งอ้างอิงกับชีวิตที่ผ่านมา ช่วยให้เราทบทวน ตรวจสอบข้อสงสัย และรับรู้ว่ามีคนที่รู้สึกแบบเดียวกัน ผู้ใหญ่วัยเริ่มยังเป็นช่วงเวลาแห่ง ‘โอกาสที่สอง’ สำหรับคนที่มีวัยเด็กและช่วงเวลาวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยบาดแผลทางใจ หรือไม่ได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดีมากนัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่านี่คือช่วงเวลาที่คนเราสามารถกำหนดเส้นทางชีวิตตัวเองได้
ตัวอย่างคือ ฉากที่เลดี้เบิร์ด (Lady Bird, 2019) เดินออกจากโบสถ์พร้อมคราบมาสคาร่า เธอไม่รู้หรอกว่าชีวิตในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งแรกที่เธอทำคือการโทรหาที่บ้าน เพื่อบอกพ่อกับแม่ว่าเธอรักพวกเขาขนาดไหน ท้ายสุด เธอยอมรับชื่อเกิดที่พ่อแม่ตั้งให้อย่าง ‘คริสทีน’ แทนการใช้ชื่อที่ตัวเองตั้งอย่าง ‘เลดีเบิร์ด’ ฉากจบนี้กำลังบอกเราว่า เพื่อที่จะใช้ชีวิตไปข้างหน้า เราอาจต้องโอบกอดทุกส่วนที่เป็นเราเสียก่อน
ขณะที่เด็กอย่างมูนี่ (The Florida Project, 2017) เลือกวิ่งหนีเจ้าหน้าที่กรมกิจการเด็กและครอบครัวหลังจากแม่ของเธอถูกจับข้อหาค้าบริการทางเพศ หนังจบด้วยฉากที่เธอวิ่งมุ่งหน้าไปยังดิสนีย์แลนด์ สิ่งนี้ก็อาจกำลังบอกเราตรงๆ ว่า การใช้ชีวิตหลังครอบครัวแตกสลายนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งถ้าหากมูนี่มีอายุจนถึงผู้ใหญ่วัยเริ่ม เธอก็จะค้นพบว่าวัยเด็กของเธออาจยังไม่จบเสียทีเดียว

“The loss of childhood is the beginning of poetry”
ปี 1983 อังเดรย์ ทาร์คอฟสกี ผู้กำกับชาวรัสเซียกล่าวว่า “จุดจบของวัยเด็ก คือจุดเริ่มต้นของบทกวี” ซึ่งมาจากบทสนทนาระหว่างเขากับโจนาธาน คอตต์ นักเขียน/นักข่าวชาวอเมริกัน พวกเขาโต้เถียงกันเกี่ยวกับแนวคิดของกวีชาวอิตาลีอย่างจาโคโม เลโอปาร์ดี ที่มองว่าความงามของสิ่งต่างๆ บันดาลความสุขให้ผู้คนก็เพราะมันทำให้หวนถึงความทรงจำที่อยู่ห่างไกลที่สุด ซึ่งก็คือวัยเด็ก ดังนั้น วัยเด็กจึงไม่ต่างจากบทกวี แต่ทาร์คอฟสกีไม่เห็นด้วย เขามองว่าบทกวีงอกงามใน “ระหว่าง” การคิดหวนถึงอดีตต่างหาก เพราะความผิดพลาดของมนุษย์เริ่มจากการคิดว่าตนเองเป็นสัตว์สังคมมากกว่าการเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ แต่ในวัยเด็ก เราเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เราใช้เวลาไปกับการบ่มเพาะความฝันและความหวังของตัวตนในปัจจุบัน กล่าวคือ เราจำเป็นต้องสูญเสียวัยเด็ก เพื่อให้บทกวี (ความงาม ความคิด การใช้ชีวิต ชีวิตที่ดีมีความหมาย ฯลฯ) นำทางเราไปสู่สิ่งที่เราเคยเป็นและธรรมชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวเรา วิธีคิดนี้สะท้อนให้เห็นในภาพยนตร์อย่าง Ivan’s Childhood (1962) ที่ถ่ายทอดบรรยากาศของวัยเด็กอย่างงดงาม พร้อมกับสงครามที่มักพรากความงามนั้นไป รวมไปถึง Mirror (1975) หนังอัตชีวประวัติของเขาเอง ที่นำเสนอความทรงจำแต่ละช่วงชีวิตของชายคนหนึ่งที่กำลังเสียชีวิต

แนวคิดข้างต้นของทาร์คอฟสกีคล้ายการหันกลับไปในวัยเด็กเพื่อใช้ชีวิตในปัจจุบัน ส่วนจิตวิทยาและโลกในปัจจุบันบอกว่าชีวิตต้องไปข้างหน้า วันหนึ่งเราจึงจะเห็นความเป็นได้ในชีวิตของตัวเอง ถึงอย่างไร จุดร่วมของทั้งสองแนวคิด คือการยอมรับทุกเศษเสี้ยวในตัวเอง เพียงเท่านี้วัยเด็กที่เราหวงแหน ก็จะอยู่กับเรา ณ ส่วนใดส่วนหนึ่ง ในจิตใจและความทรงจำ
กลับมาที่เรื่องราวของ Stranger Things ซึ่งจบลงในปี 1987 โจนาธานจะพบว่าการทำหนังในมหานครติสต์แตกอย่างนิวยอร์กนั้นไม่ง่าย แต่แนวคิดการใช้ซอมบี้ต่อต้านทุนนิยมก็นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ดูก้าวหน้าไม่น้อยในยุคนั้น แนนซีจะค้นพบว่าอาชีพนักข่าว (แม้จะเป็นตำแหน่งฝึกงาน) จะพาเธอไปพบเรื่องเทาๆ และด้านมืดของมนุษย์ที่ชวนอ้วกเสียยิ่งกว่าสิ่งที่พบในเมืองฮอว์กิน สตีฟจะไม่มีเวลาส่วนตัวเพราะต้องหาเงินในโปรเจกต์ลูก 6 คนของเขา และอาจต้องสอนควบมากกว่า 2 วิชา ส่วนโรบิน เธอโชคดีที่ใบปริญญาในยุคนั้นเป็นปัจจัยเลื่อนฐานะทางสังคมได้อย่างมีนัยยะสำคัญ แม้จะยังได้รับค่าจ้างน้อยกว่าเพศชายก็ตาม

ขณะที่แก๊งตัวเอก/เด็กเนิร์ด/เฮลไฟร์ ไม่ว่าพวกเขาจะเรียนและทำงานอะไร การมีชีวิตในยุค 90s นับเป็นพริวิเลจไม่น้อยสำหรับคนคลั่งวัฒนธรรมป๊อป พวกเขาจะคุยกันเรื่องแฟชั่นสไตล์กรันจ์ การทะลักเข้ามาของอนิเมะญี่ปุ่น ทามาก็อตจิ เกมเพลย์สเตชั่น พวกเขาอาจอินกับ f.r.i.e.n.d.s. สุดๆ โดยที่วิลกับแม็กซ์คงต้องอธิบายปัญหาของมุกเหยียดชนิดปากเปียกปากแฉะ ส่วนไมค์ ไม่ว่าเขาจะทำอะไร การถือพาสปอร์ตสหรัฐอเมริกาจะทำให้เขาเดินทางรอบโลกได้อย่างง่ายดายหากเขาต้องการค้นหาอีเลฟเว่น
การสิ้นสุดของวัยเด็กและวัยรุ่นเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ประสบการณ์ที่หล่อหลอมจะทำให้เราเผชิญความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น เฉกเช่นการเห็นความงามในความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดทั้งในอดีตและปัจจุบัน อย่างค่าที่พัก ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหาร ค่ายารักษาโรค ค่าซ่อมรถ ฯลฯ





