เพราะเด็กจำนวนไม่น้อยกลับไม่ถึงบ้าน : ชวนมองปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนกับเยาวชน ที่อาจนับหนึ่งแก้ไขด้วยท้องถิ่น

  • ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า หากไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหาบนท้องถนนอย่างจริงจัง ภายในปี 2563-2573 เด็กและเยาวชนไทยจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนถึง 40,421 ราย
  • ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นทั่วโลก ธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิตบนท้องถนนกว่า 1.35 ล้านรายของแต่ละปี มากกว่า 30% ของผู้เสียชีวิตคือเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี สัดส่วนของผู้เสียชีวิตกลุ่มนี้ยังมีจำนวนมากขึ้นในประเทศรายได้ระดับต่ำจนถึงปานกลาง
  • สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน National League of Cities (NLC) ในสหรัฐอเมริกา เสนอว่า การดึงเยาวชนและเจ้าหน้าที่เข้ามาเสริมสร้างความปลอดภัยและแก้ไขปัญหาบนท้องถนนนั้นเป็นไปได้ สามารถเริ่มจากท้องถิ่นและตอบโจทย์ของพื้นที่นั้นๆ ได้จริง 

ถ้าถามว่า อะไรคือซิกเนเจอร์ที่เด่นชัดที่สุดบนท้องถนนของไทย คำตอบแรกๆ คงหนีไม่พ้นภาพรถจักรยานยนต์ที่วาดลวดลายฉวัดเฉวียนไปบนถนนทุกพื้นผิว ซึ่งก็มักตามมาด้วยภาพข่าวอุบัติเหตุทุกเช้าด้วยเช่นกัน

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า ในปี 2554-2562 มีเด็กและเยาวชนไทย (อายุ 10-19 ปี) เดินทางแล้วไม่ได้กลับบ้านมากกว่า 26,126 คน ส่วนในปี 2567 กลุ่มคนอายุ 25-29 ปี เสียชีวิต 4,292 คน คิดเป็น 21.95% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด โดยกรมควบคุมโรคคาดการณ์ว่า หากไม่มีมาตรการแก้ไขอย่างจริงจัง ภายในปี 2563-2573 เด็กและเยาวชนจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนถึง 40,421 ราย

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นทั่วโลก สาเหตุของปัญหานั้นเชื่อมโยงกับโครงสร้างสังคมหลายด้าน ทั้งระบบขนส่งมวลชน กฎหมายการออกใบอนุญาตขับขี่ ลักษณะของเมือง เศรษฐกิจ รวมไปถึงพัฒนาการทางร่างกาย

2026a10p4

ภาพถ่ายโดย Sergei Starostin จาก pexels

เมื่อท้องถนนไม่ได้เป็นมิตรกับเยาวชน (?)

โดยทั่วไปแล้ว สมองส่วนกลีบหน้าผาก (frontal lobe) จะพัฒนาเต็มที่ในช่วงอายุ 20 กลางๆ จนถึง 30 ปี สมองส่วนนี้มีหน้าที่ควบคุมการตัดสินใจ ความจำ การใช้เหตุผล ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และการทำงานขั้นสูงอื่นๆ จากสถิติแล้ว เยาวชนผู้ขับขี่ยานพาหนะจึงมีแนวโน้มเสี่ยงภัยบนท้องถนนมากกว่าผู้ใหญ่หรือคนมีประการณ์ ส่วนพฤติกรรมที่พบเห็นได้บ่อยก็คือ การขับจี้ตูดคนหน้า การเร่งความเร็ว การขับรถเร็วหลังดื่มแอลกอฮอล์ การเสียสมาธิ ฟุ้งซ่าน และเหนื่อยล้าระหว่างขับรถ รวมไปถึงการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยหรือหมวกกันน็อค

ในสหรัฐอเมริกา อัตราการประสบอุบัติเหตุต่อหนึ่งไมล์ของคนอายุ 16-17 ปี สูงกว่ากลุ่มคนอายุ 18-19 ปี เกือบสองเท่า ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุมากกว่ากลุ่มคนอายุอื่นในปีแรกที่ขับรถเอง ส่วนบุคลิกภาพของวัยรุ่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะในภาพรวม พวกเขาเป็นวัยที่ชอบเสี่ยง รักความท้าทาย รักการผจญภัย อ่อนไหวต่อแรงกดดันของเพื่อนฝูง และพร้อมเสมอที่จะมั่นใจในตัวเองในสถานการณ์ที่ความมั่นใจอาจไม่จำเป็นนัก นั่นจึงทำให้พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นอันดับต้นๆ เสมอหากใช้อายุเป็นเกณฑ์

แต่มากไปกว่าปัจจัยภายในอย่างพัฒนาการทางอารมณ์และร่างกายแล้ว ปัจจัยของสภาพแวดล้อมก็สำคัญไม่ต่างกัน

2026a10p3

ภาพถ่ายโดย Saeed Ahmed Abbasi จาก pexels

ธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิตบนท้องถนนกว่า 1.35 ล้านรายในแต่ละปี มากกว่า 30% ของผู้เสียชีวิตคือเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี สัดส่วนของผู้เสียชีวิตกลุ่มนี้ยังมีจำนวนมากขึ้นในประเทศรายได้ระดับต่ำจนถึงปานกลาง

เช่น ภูมิภาคเอเชียใต้ (อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ เนปาล ศรีลังกา มัลดีฟส์ ภูฏาน อัฟกานิสถาน) มีพาหนะคิดเป็นเพียง 10% ของพาหนะทั้งหมดทั่วโลก แต่กลับมีอุบัติเหตุบนท้องถนนคิดเป็น 25% ของทั้งโลก และพวกเขามีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากกว่าภูมิภาคอื่นทั่วโลกด้วยเช่นกัน

และแน่นอนว่าสิ่งนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ จักรยาน คนเดินเท้า และผู้ที่ใช้ขนส่งสาธารณะ การสูญเสียโดยไม่จำเป็นนี้ยังมักเกิดขึ้นกับผู้ที่หารายได้ให้ครอบครัว ซึ่งพวกเขาใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะสำหรับประกอบการเลี้ยงชีพ การเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มประเทศรายได้น้อยจนถึงปานกลางจึงกระทบเศรษฐกิจระดับครัวเรือนจนถึงระดับรัฐเลยทีเดียว เพราะอุบัติเหตุนำมาสู่ค่าใช้จ่ายเพื่อการเยียวยามหาศาล และเมื่อประกอบกับระบบประกันสังคมและระบบประกันสุขภาพที่อ่อนแอ นั่นจึงทำให้ภาระส่วนใหญ่ตกไปอยู่ที่เยาวชนผู้ถูกผลักให้เข้าตลาดแรงงานอย่างรวดเร็วเพื่อหารายได้ ซึ่งถือว่าเป็นประชากรส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้

ขณะที่ในไทย การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้สอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ไว้ที่ 18 ปี รวมถึงบทลงโทษผู้ขับขี่ที่ไม่สวมหมวกกันน็อคไม่เกิน 2,000 บาท และหากผู้โดยสารไม่สวมหมวกด้วย คนขับต้องรับโทษอีก 2 เท่า ในแง่กฎหมาย ก็บอกเราได้กลายๆ ว่าข้อบังคับเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าใดนักหากเทียบกับสถิติอุบัติเหตุในไทยที่หยิบยกมาในช่วงต้น

เพราะในทางหนึ่ง สาเหตุของอุบัติเหตุมักมาจากปัจจัยด้านพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนน มาตรฐานของถนน ความเครียดสะสมจากชีวิตส่วนตัว ป้ายบอกทางที่ไม่ชัดเจน ฯลฯ แต่ในอีกทางหนึ่ง กฎระเบียบ แคมเปญ และความพยายามลดอุบัติเหตุที่มักจะมาจากหน่วยงานหรือรัฐส่วนกลางก็อยู่ห่างจากบริบทของสังคมไกลสุดกู่ ผู้คนจำเป็นต้องใช้รถจักรยานยนต์และรถยนต์ส่วนตัวเพื่ออิสระในการเดินทางแทนที่บริการสาธารณะ หากมองในมุมนี้ ปัญหาอุบัติเหตุจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าบริการสาธารณะที่ปลอดภัยสามารถเข้าถึงทุกที่ได้อย่างทั่วถึง

ออกจากการปั้นแคมเปญ สู่การมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นจริงๆ

ในสหรัฐฯ มีแคมแปญที่น่าสนใจอย่าง National Teen Driver Safety Week (NTDSW) ซึ่งในรายงานปี 2023 เน้นย้ำว่า เยาวชนต้องเข้าใจว่าพวกเขาสามารถกำหนดทิศทางการสร้างความปลอดภัยของถนนได้ พวกเขาสามารถผลักดันประเด็นต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างการเรียกร้องให้ปรับปรุงทางจักรยาน ติดตั้งกล้องจับความเร็ว และเพิ่มเนินชะลอความเร็ว ขณะเดียวกัน การเรียนขับรถมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งทำให้การเข้าถึงการขับขี่ที่ปลอดภัยมีข้อจำกัด ดังนั้น การเพิ่มระบบขนส่งสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่สำคัญของคนที่ยังไม่พร้อมหัดขับขี่ 

นอกจากกลไกของแคมเปญแล้ว ในสหรัฐฯ ยังมี National League of Cities (NLC) หรือองค์กรที่ทำงานสนับสนุนผลประโยชน์ของชุมชน หมู่บ้าน และเมืองเล็กๆ ทั่วประเทศ พวกเขาเห็นเช่นเดียวกันว่าปัญหาเยาวชนอายุ 15-24 ปี บาดเจ็บจากสาเหตุอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นอันดับหนึ่ง และมีความพยายามของหลายเมืองที่พยายามสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน โดย NLC สรุปแนวทางแก้ไขปัญหา ดังต่อไปนี้

  • เจ้าหน้าที่และองค์กรเยาวชนที่มาจากการเลือกตั้งในท้องถิ่น หรือเยาวชนที่เป็นสมาชิกสภาเมืองควรพบปะพูดคุยถึงปัญหาอุบัติเหตุ
  • ดึงเสียงของเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการริเริ่มด้านความปลอดภัย ซึ่งอาจเริ่มด้วยคำถามง่ายๆ ว่า อะไรคือสิ่งที่กังวลที่สุดในการเดินทาง? สิ่งที่แย่ที่สุดในการเดิงทางมาโรงเรียนคืออะไร? ทำไมถึงเลือกใช้พาหนะนั้นๆ ในการเดินทาง? เป็นต้น ตัวอย่างคือ เมืองเบลล์วิว รัฐวอชิงตัน นำแนวทางการทำงานแบบนี้มาใช้ในปี 2019 ซึ่งมีเป้าหมายเป็นเมือง Vision Zero ในปี 2030
  • จัดกิจกรรมให้ความรู้และการลงมือปฏิบัติแก่เยาวชนและชุมชน เช่น กิจกรรมในเดือนตุลาคมซึ่งเป็นเดือนของความปลอดภัยสำหรับคนเดินเท้าของสหรัฐอเมริกา
  • ร่วมมือกับโรงพยาบาลในพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจกับคนหนุ่มสาวที่ประสบอุบัติเหตุ จัดทำแผนที่เส้นทางอุบัติเหตุ และสร้างเครือข่ายการช่วยเหลือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบความปลอดภัยของถนนใกล้โรงเรียนในท้องถิ่นของคุณ ซึ่งอาจให้นักเรียนเป็นผู้ดำเนินการก็ได้ ดั่งในเมืองเลคเจนีวา รัฐวิสคอนซิน

2026a10p2

ภาพถ่ายโดย NADER AYMAN จาก pexels

กลไกการมีส่วนร่วมข้างต้นนี้เป็นแผนงานที่ดึงการมีส่วนร่วมจากเด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่รู้จักเมืองของตัวเองดีและหากลงมือทำจริงจัง ก็ย่อมมีประสิทธิภาพในการป้องกันและช่วยเหลือได้ดีกว่าการปล่อยให้เยาวชนเผชิญหน้ากับอุบัติเหตุเพียงคนเดียว แนวทางข้างต้นไม่รอรัฐ ไม่รอคำสั่งจากส่วนกลาง และทำให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาจากท้องถิ่นนั้นเป็นไปได้

เพราะถ้าตัวเลขประมาณการณ์ของกรมควบคุมโรคเป็นจริง นั่นหมายความว่า จะมีเยาวชนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุถึงวันละ 10 คน ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่น้อยเลย หากเทียบกับโอกาสของสังคมที่สูญเสียไปพร้อมกับอนาคตของพวกเขา

อ้างอิง

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

Categories

เรื่องที่คล้ายกัน

guest
1 Comment
Inline Feedbacks
View all comments