นโยบายเด็กและเยาวชนออกแบบมาเพื่อพวกเขาเท่านั้น? ชวนสำรวจมาตรการเพื่อเด็กและเยาวชน ในวันที่ทุกคนอาจได้ประโยชน์ร่วมกัน

  • นโยบายที่ออกแบบมาเพื่อเด็กและเยาวชนไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะพวกเขาเสมอไป รายงานระบุว่านโยบายที่ช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบางสามารถช่วยลดช่องว่างทางสังคมและเศรษฐกิจได้ ขณะที่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน ก็ส่งผลกระทบเชิงบวกกับทั้งเด็ก เยาวชน และคนทั่วไปได้เช่นกัน
  • ส่วนนโยบายที่เริ่มจากภาคประชาสังคมและท้องถิ่นก็ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กและเยาวชนได้ โดยอาจตอบโจทย์เชิงพื้นที่มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะการมีส่วนร่วมของคนในท้องถิ่นและการจัดสรรงบประมาณเองเอื้อให้ทำงานได้ยืดหยุ่นมากกว่า
  • ไล่เรียงตั้งแต่ระดับรัฐจนถึงระดับท้องถิ่น เราจะเห็นได้ว่านโยบาย โครงการ มาตรการ ฯลฯ อาจเริ่มด้วยคำถามง่ายๆ ว่า “เราอยากเปลี่ยนแปลงอะไรในพื้นที่ของเรา”



หลายครั้งที่นโยบายที่ดีไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น แต่ตอบโจทย์คนกลุ่มอื่นและสังคมวงกว้างได้เช่นกัน ซึ่งนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อเด็กและเยาวชนก็ไม่จำเป็นต้องตอบโจทย์เฉพาะคนกลุ่มนี้กลุ่มเดียว ซึ่งตัวอย่างจากต่างประเทศชี้ชัดแล้วว่าการออกแบบนโยบายที่ดียังส่งผลทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างยั่งยืน

ไล่เรียงตั้งแต่ระดับรัฐจนถึงระดับท้องถิ่น เราจะเห็นได้ว่านโยบาย โครงการ มาตรการ ฯลฯ หรือสารพัดสิ่งที่ถูกคิดมาดีแล้วจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การให้เงินช่วยเหลือเด็กแทบจะเรียกได้ว่าเป็นมาตรการที่ตรงจุดและเห็นผลที่สุด แม้จะใช้เงินจำนวนมาก ทั้งยังต้องพิสูจน์สิทธิ์จนวุ่นวาย แต่ผลลัพธ์ก็อาจคุ้มค่า เช่น โครงการ ‘Ser Pilo Paga’ ของโคลอมเบียที่เริ่มในปี 2014 โครงการนี้ให้ทุนช่วยเหลือเด็กเรียนดีแต่ยากจนให้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย 33 แห่งทั่วประเทศฟรี (หมายความว่าต้องเรียนจนจบปริญญาตรีถึงจะได้รับการยกหนี้สิน) โดยคัดผู้รับทุนจากผู้ที่สอบได้ 10% แรกของข้อสอบวัดมาตรฐานระดับมัธยมปลาย (SABBER 11) และต้องอยู่ใต้เส้นการกระจายความมั่งคั่งของประเทศ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มเป้าหมายลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นกว่า 46% ขณะที่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำ นักศึกษาจากครอบครัวยากจนมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ส่วนในระยะยาว กลุ่มเป้าหมายหลังเรียนจบชั้นมัธยมในช่วง 0-8 ปีแรก มีอัตรารายได้ต่อเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของรายได้ขั้นต่ำต่อเดือนของประเทศ ซึ่งอาจเป็นเพราะมาตรการชดเชยรายได้ในช่วงที่ผู้รับทุนต้องเรียนมหาวิทยาลัย แต่หลังเรียนจบ พวกเขาก็มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่านักศึกษาที่จบจากที่เดียวกัน นโยบายนี้ยังช่วยให้นักศึกษากลุ่มเป้าหมายมีผลการเรียนที่ดีขึ้น และช่วยขจัดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างผู้สำเร็จการศึกษาได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับการพิจารณาก็อาจได้ผลประโยชน์ทางอ้อมด้วยเช่นกัน แต่จะเป็นจากมาตรการของแต่ละมหาวิยาลัยเอง เพราะหลังจากมีโครงการ Ser Pilo Paga มหาวิทยาลัยชั้นนำเพิ่มที่นั่งในมหาวิทยาลัยอีกกว่า 50% แม้ยังไม่มีงานศึกษาในประเด็นนี้ว่าเป็นการลดคุณภาพการศึกษาหรือไม่ แต่ในภาพรวม เมื่อคนเข้าถึงโอกาสเรียนระดับมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น สังคมนั้นก็มีโอกาสลดช่องว่างทางสังคมและเศรษฐกิจในระยะยาวด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ข้างต้นคือตัวอย่างนโยบายจากภาครัฐที่ตอบสนองเด็กและการศึกษาอย่างตรงไปตรงมา ทว่านโยบายที่เริ่มจากภาคส่วนอื่นก็ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กและเยาวชนได้ และอาจตอบโจทย์เชิงพื้นที่มากกว่าด้วย เช่น โครงการ Community Schoolyards ของมูลนิธิเพื่อที่ดินสาธารณะ (the Trust for Public Land) ในสหรัฐอเมริกา ที่จับมือร่วมกับโรงเรียนรัฐพร้อมเป้าหมายเนรมิตสนามกีฬาสีเทาเป็นพื้นที่สาธารณะสีเขียว

จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากข้อค้นพบว่า นักเรียนโรงเรียนรัฐกว่า 36% เรียนอยู่ในพื้นที่เกาะความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่าชุมชนโดยรอบ ซึ่งความร้อนสัมพันธ์กับรายได้ครัวเรือนและเชื้อชาติ ในย่านที่ร้อนกว่าจะเต็มไปด้วยครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ และในย่านที่ร้อนกว่ายังมักจะเป็นย่านของคนผิวสีและคนเชื้อสายฮิสแปนิก มากไปกว่านั้น ผลการศึกษาในปี 2018 ยังพบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับคะแนนสอบของเด็กที่ลดลง ดังนั้น การเปลี่ยนพื้นที่สนามโรงเรียนหม่นๆ เป็นพื้นที่สาธารณะร่วมให้คนในชุมชนเข้ามาใช้งานได้หลังเด็กเลิกเรียนจะตอบโจทย์ปัญหาพื้นที่สาธารณะและโดมความร้อนในสหรัฐฯ ทันที เช่น ที่โรงเรียนมัธยมต้นในย่านควีนส์ เมืองนิวยอร์ก เด็กที่มีปัญหาทะเลาะวิวาทหรือผลการเรียนต่ำจะถูกทำโทษให้ดูแลสวน รดน้ำ และพรวนดิน ในช่วงหลังเลิกเรียน เวลาผ่านไปพวกเขาไม่ได้มองว่าสิ่งนี้คือการลงโทษ แต่เป็นงานที่มีความหมาย ผลการเรียนดีขึ้น และยังจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น กล่าวได้ว่า พื้นที่สาธารณะมีส่วนช่วยลดปัญหาในโรงเรียนทางอ้อมนั่นเอง

2026a6p3

ภาพก่อนและหลังการเปลี่ยนสนามโรงเรียน จาก TRUST FOR PUBLIC LAND

อีกหนึ่งโครงการที่คล้ายกัน แต่ขยับออกมานอกโรงเรียนและใช้กลไกท้องถิ่นโดยตรง ก็คือโครงการ Nature Everywhere Communities ของ NLC (National League of Cities – องค์กรสนับสนุนซึ่งเป็นตัวแทนของเมือง เทศบาล และหมู่บ้านในอเมริกา) C&NN (Children & Nature Nework – เครือข่ายสนับสนุนการทำงานเพื่อให้เด็กเชื่อมโยงกับธรรมชาติ) และ KABOOM! (องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ดำเนินงานเพื่อสร้างพื้นที่เล่นอย่างเท่าเทียม) โครงการนี้เน้นไปที่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อดูดซับน้ำฝนในเมืองเล็กๆ ของสหรัฐฯ เพราะเล็งเห็นว่าการเชื่อมโยงเด็กๆ กับธรรมชาติจะช่วยแก้ไขปัญหาของเมืองได้เช่นกัน

ตัวอย่างคือเมืองฟาริโบลต์ รัฐมินนิโซตา ประชากร 24,500 คน มีเยาวชนชาวโซมาเลียเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย รวมถึงจัดทำร่างพระราชบัญญาติสิทธิเด็กกลางแจ้ง (Children’s Outdoor Bill of Rights: COBOR) ซึ่งยังเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับองค์กรด้านเยาวชนและชุมชนอีกด้วย ขณะที่เมืองโกรตัน รัฐคอนเนตทิคัต ประชากร 38,500 คน มีโครงการ GO (Get Outdoors) เพื่อวางแผนสำรวจธรรมชาติในพื้นที่ เมืองโกรตันยังจ้างผู้นำเยาวชนและนักศึกษาฝึกงานอีกสองคนมาร่วมออกแบบการมีส่วนร่วมของเยาวชน ซึ่งนักเรียนมัธยมปลายหลายคนให้ความเห็นว่าต้นทุนถือเป็นอุปสรรคสำคัญ การร่างพระราชบัญญาติสิทธิเด็กกลางแจ้งของพวกเขาจึงเน้นไปที่ระเบียบที่สามารถปรับเปลี่ยนนโยบายและออกแบบการหมุนเวียนของทรัพยากรอย่างยืดหยุ่น เพื่อให้ชุมชนเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ในระยะยาว

2026a6p2.jpg

ภาพถ่ายโดย Markus Spiske จาก Unsplash

เราจะเห็นได้ว่าเป้าหมายของโครงการ Nature Everywhere Communities ไม่ใช่แค่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน แต่เพื่อให้ได้รับความั่นใจว่าความต้องการของชุมชนจะได้รับการตอบสนอง ทีมงานจากโครงการ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น รวมถึงเยาวชนจึงมีบทบาทอย่างมากต่อการตัดสินใจร่วมกัน เมืองเล็กๆ เหล่านี้เริ่มต้นที่คำถามง่ายๆ ว่า อยากเปลี่ยนแปลงอะไร? มีอุปสรรคใดขวางอยู่? และใครจะช่วยได้บ้าง? ซึ่งภาพใหญ่ที่พวกเขาเห็นตรงกันคือ พื้นที่สีเขียวจะช่วยทั้งสุขภาพกายและใจ ช่วยดูดซับน้ำฝนได้มากกว่าพื้นผิวยางมะตอย ช่วยจัดการคลื่นความร้อนที่คอยรังควาน. เพิ่มการจ้างงานในท้องถิ่น ซึ่งทุกคนจะได้ประโยชน์ร่วมกัน

กล่าวได้ว่า แม้โครงการข้างต้นมีข้อจำกัดของทรัพยากรในเมือง แต่ข้อจำกกัดนั้นไม่ได้ทำให้พื้นและกระบวนการให้ทุกคนได้ถกเถียงหาทางออกต้องถูกจำกัดไปด้วย

2026a6p4

ภาพถ่ายโดย Valdhy Mbemba จาก Unsplash

สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลจาก NLC (2025) ระบุว่า รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ไม่ได้ให้เงินสนับสนุนนโยบายเยาวชนอย่างยั่งยืน เพราะปัญหาด้านงบประมาณ รัฐบาลท้องถิ่นจึงมักสนับสนุนนโยบายเยาวชนผ่านกองทุนเด็กที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้อนุมัติ หรือก็คือรายได้จากภาษีท้องถิ่นส่วนหนึ่งจะถูกจัดสรรเข้ากองทุนเด็กด้วยวิธีลงคะแนนเสียง ทำให้สหรัฐฯ มีกองทุนสำหรับเด็กมากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ แน่นอนว่ากลไกเข้าถึงเงินทุนเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่สิ่งนี้ก็ทำให้เห็นว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องรอเงินทุนจากส่วนกลางเพื่อดำเนินนโยบายใดใดเพียงอย่างเดียว

ท้ายสุดแล้ว ไม่ว่านโยบายจะเริ่มจากท้องถิ่นหรือมาจากส่วนกลาง เราจะเห็นได้ว่าการมีเด็กและเยาวชนเป็นหัวใจของการร่างนโยบาย ประโยชน์ที่ได้รับมักมีมากกว่าหนึ่งข้อเสมอ และคำถามง่ายๆ อย่างคำว่า “เราอยากเปลี่ยนแปลงอะไรในพื้นที่ของเรา” ก็อาจเพียงพอแล้วที่จะทำให้คนท้องถิ่นมีความหวังถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อ้างอิง

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

Categories

เรื่องที่คล้ายกัน

guest
1 Comment
Inline Feedbacks
View all comments