- รายงาน Global Youth Participation Index (GYPI) หรือดัชนีการมีส่วนร่วมของเยาวชนใน 141 ประเทศ พบว่า ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดในปี 2025 ล้วนจัดอยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยและส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป ส่วน 20 ประเทศล่างสุดกลับไม่ได้จำกัดอยู่ในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งของโลก แสดงให้เห็นว่าการกีดกันเยาวชนออกจากการมีส่วนร่วมถือเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก
- ปัจจัยที่ GYPI ไม่ได้คิดคำนวณร่วมด้วย ก็คือการมีส่วนร่วมบนท้องถนนของเยาวชน เพราะเรียกได้ว่าปี 2025 เป็นปีที่เยาวชน Gen Z มีบทบาทการประท้วงที่โดดเด่นในหลายประเทศ พวกเขาล้วนประท้วงเพื่อต่อต้านเผด็จการในคราบประชาธิปไตย เรียกร้องการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ สิทธิ ความเท่าเทียม และระบอบประชาธิปไตยที่โปร่งใส
- แต่กว่าจะถึงทางเลือกบนท้องถนน โลกนี้มีโมเดลและกลไกที่ฟังเสียงเยาวชน มีเวทีให้ปล่อยของ มีระบบที่รับฟัง พูดคุย ถกเถียง และนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ควรถูกพิจารณาเป็นทางเลือกของการส่งเสียงด้วยเช่นกัน
ปี 2025 นิตยสาร Time ประกาศให้ Rebecca Young เด็กหญิงวัย 13 เป็นเด็กหญิงแห่งปี หลังจากเธอออกแบบผ้าห่มพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อช่วยเหลือคนไร้บ้านในเมืองกลาสโกว์ โดยงานของเธอเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประกวดด้านวิศวกรรมทั่วประเทศ ส่วนรายชื่ออื่นในลิสต์ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เช่น Rutendo Shadaya นักเขียนนิยายแนวแฟนตาซีวัย 17 ปีชาวนิวซีแลนด์ ที่เริ่มจากการตีพิมพ์หนังสือด้วยตัวเอง หรือจะเป็น Naomi S. DeBerry วัย 12 ปีจากสหรัฐฯ ที่เป็นผู้รณรงค์สนับสนุนการบริจาคอวัยวะ
เราจะเห็นว่าถ้าใครสักคนมีไอเดีย มีเวลาปลุกปั้น มีเวทีให้ปล่อยของ และมีทุนคอยสนับสนุน ไอเดียก็จะกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และดีกว่าการสู้แบบหัวเดียวกระเทียมลีบแน่นอน ดังนั้น ถ้าผู้ใหญ่และระบบสังคมเปิดกว้างมากพอ เด็กและเยาวชนก็อาจสร้างอิมแพ็กได้จนเป็นเรื่องปกติ
คำถามคือแล้วปัจจุบัน เยาวชนมีส่วนร่วมมากน้อยขนาดไหนและเพียงพอแล้วหรือยัง
เยาวชนไม่ใช่อนาคตของโลก แต่คือปัจจุบัน

รายงาน Global Youth Participation Index (GYPI) หรือดัชนีการมีส่วนร่วมของเยาวชนทั่วโลก ใน 141 ประเทศ วิเคราะห์การมีส่วนร่วม 4 มิติ ได้แก่ กิจกรรมทางการเมือง (Political Affairs) การเลือกตั้ง (Elections) การมีส่วนร่วมในฐานะพลเมือง (Civic Space) และเศรษฐกิจ-สังคม (Socio-Economic) โดยยิ่งประเทศไหนให้สิทธิ สนับสนุน และเยาวชนมีส่วนร่วมมากเท่าใด คะแนนก็สูงตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ประเทศที่มีอุปสรรคขัดขวางการมีส่วนร่วม คะแนนก็ลดหลั่นลงไป
ผลสำรวจคือ ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดล้วนจัดอยู่ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยและส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป จะมีก็เพียงออสเตรเลีย แคนาดา และเกาหลีใต้ ที่มีคะแนนติด 20 อันดับแรกแต่ไม่ใช่ยุโรป ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสามล้วนเป็นประเทศประชาธิปไตย
ส่วน 20 ประเทศล่างสุดกลับไม่ได้จำกัดอยู่ในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งของโลก แสดงให้เห็นว่าการกีดกันเยาวชนออกจากการมีส่วนร่วมถือเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก แต่จุดร่วมสำคัญคือประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นรัฐเผด็จการที่ควบคุมการแสดงออกทางการเมืองกับประชากรทุกช่วงวัย
การจำกัดการมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมทางการเมืองยังมักเกิดขึ้นในประเทศระดับกลางๆ ด้วย เช่น ฮังการี (อันดับ 51) ที่มีคะแนนมิติพื้นที่พลเมืองต่ำ เนื่องจากเสรีภาพโดยรวมของพลเมืองและการวิพากษ์รัฐบาลถูกจำกัด ส่วนเบลารุส (อันดับ 106) ที่ไม่เพียงแต่สิทธิของเยาวชนจะถูกท้าทาย แต่องค์กรภาคประชาสังคมยังถูกทำให้อ่อนแอลงในรอบไม่กี่ปี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า GYPI คำนวณจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองเท่านั้น เพราะในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียซึ่งติด 10 อันดับแรก พวกเขายังสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนร่วมในมิติเศรษฐกิจ-สังคม โดยให้มีตัวแทนเยาวชนในด้านนิติบัญญัติ หรือจะเป็นติมอร์-เลสเต (อันดับ 44) ภาคประชาสังคมและเยาวชนก็มีบทบาทกำหนดวาระทางนโยบายโดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐบาล
ความน่าสนใจคือ GYPI ไม่ได้คิดถึงปัจจัยการมีส่วนร่วมบนท้องถนนของเยาวชน เพราะเรียกได้ว่าปี 2025 เป็นปีที่เยาวชน Gen Z มีบทบาทการประท้วงที่โดดเด่น ทั้งในประเทศอินโดนีเซีย (อันดับ 52) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 55) เซอร์เบีย (อันดับ 65) เปรู (อันดับ 69) เนปาล (อันดับ 82) โมร็อกโก (อันดับ 101) และมาดากัสการ์ (อันดับ 120) เยาวชนในประเทศเหล่านี้ล้วนประท้วงเพื่อต่อต้านเผด็จการในคราบประชาธิปไตย เรียกร้องการแก้ไขปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ ความเท่าเทียม และระบอบประชาธิปไตยที่โปร่งใส

รัฐในหลายประเทศข้างต้นมักออกคำสั่งให้ผู้ปกครอง ‘ควบคุม’ บุตรหลานของตัวเองและมองว่าเยาวชนเป็นเพียงหมากทางการเมือง การประท้วงของพวกเขายังมักถูกวิจารณ์ว่าเป็นเสมือนคลื่นอารมณ์ที่ปะทุแล้วก็หายไป แต่เอาเข้าจริงแล้ว การเคลื่อนไหวบนถนนของของเยาวชนในยุคนี้มักเป็นการเคลื่อนไหวแนวราบ ไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีกรอบความคิดเชิงอุดมการณ์ อาศัยการเข้าถึงข้อมูลผ่านโลกออนไลน์ และแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา (อันดับ 28) เยาวชนก็เริ่มประท้วงเมื่อเสังคมที่พวกเขาอยู่กำลังเปราะบางและรัฐบาลของทรัมป์ยังมีนโยบายเลือกปฏิบัติ อุปสรรคเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะกรอบคิดที่ว่าเยาวชนคืออนาคต ทว่าพวกเขาเป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นปัญหาและเรียกร้องการแก้ไขอย่างเร็วที่สุดก็เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม โลกนี้มีโมเดลและกลไกที่ฟังเสียงเยาวชน พูดคุย และนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ผู้ใหญ่ควรมอบสิ่งเหล่านี้ให้เป็นทางเลือกต่อเยาวชนของตัวเอง ก่อนถึงทางเลือกสุดท้ายอย่างการลงถนน
การมีส่วนร่วมตั้งแต่การตัดสินใจและกำหนดงบประมาณ คือสิ่งที่เป็นไปได้
เพื่อให้เห็นภาพ เราอาจยกตัวอย่างของเมืองกัชไกช์ ประเทศโปรตุเกส
พวกเขามีโครงการ Youth Participatory Budget (YPB) หรือโครงการงบประมาณแบบมีส่วนร่วมของเยาวชน ซึงให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของรัฐ
ขั้นแรก คือการออกแบบหลักสูตรประจำปี คัดเลือกชั้นเรียนและครูผู้สอนเพื่อเข้าโครงการ YPB ตั้งคระกรรมการ ปรับปรุงกฎระเบียบ ฝึกอบรมด้านภาวะผู้นำ การมีส่วนร่วมของพลเมือง สิทธิเด็ก ความเท่าเทียมทางเพศ และความรู้ทางการเงิน จากนั้นจะมีการจัดประชุมแบบสาธารณะ วิเคราะห์ข้อเสนอ และลงคะแนนเสียง ขั้นสอง คือการดำเนินงาน แต่ละโรงเรียนจะได้รับเงินทุนจำนวน 10,000 ยูโร สำหรับโครงการที่ผ่านการวิเคราะห์เชิงเทคนิคและกระบวนการทางงบประมาณ ซึ่งหากเป็นโครงการขนาดใหญ่ ก็อาจได้เงินทุนสูงถึง 350,000 ยูโร ขั้นสุดท้าย คือการติดตามผลและประเมินปรับปรุง โดยวิเคราะห์จากรายงานของที่ปรึกษาภายนอก ส่วนสำคัญคือกฎเหล็กที่ว่านักเรียนต้องมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน เพราะโครงการนี้ถูกออกแบบมาให้คิดแบบล่างขึ้นบน นักเรียนต้องมีส่วนช่วยร่างกฎระเบียบและยังต้องรายงานผลลัพธ์ต่อผู้ว่าและสภาเมือง ซึ่งพวกเขาก็ประสบความสำเร็จจากการของบประมาณเพิ่มจาก 2,500 ยูโร เป็น 10,000 ยูโร
ภายในปี 2016-2024 มีโครงการ YPB ของโรงเรียนกว่า 97 โครงการ และมีโครงการของชุมชนอีกกว่า 16 โครงการ อีกสิ่งที่เราเห็นได้ชัดคือ นี่คือบทบาทของท้องถิ่นที่งานร่วมกับเยาวชนอย่างมีระบบ ขณะเดียวกัน โปรตุเกสมีดัชนี GYPI สูงกว่าค่าเฉลี่ยและอยู่ในนดับที่ 22 จาก 141 ประเทศด้วยเช่นกัน
เงินทุน ปัจจัยหลักที่ทั่วโลกเผชิญ
ปี 2020 รายงานของ HundrED และสำนักงานการศึกษาแหงชาติฟินแลนด์ ระบุว่า การพัฒนาการศึกษาที่ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เป็นตัวขับเคลื่อน ต้องจัดสรรทรัพยากรให้กับขั้นตอนการพัฒนา การนำไปใช้ และการจัดหาเงินทุนอย่างทั่วถึง หมายความว่า หากรัฐและภาคประชาสังคมกระจายทรัพยากรกับหลายเป้าหมายในระยะสั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความสม่ำเสมอ ทำให้คนทำงาน เยาวชน หรือเด็กที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมนั้นๆ ขาดความกระตือรือร้น นวัตกรรมจะกลายเป็นเพียงภาระงาน
ตัวอย่างคือ โครงการ StudentAgents ที่ให้นักเรียนแบ่งปันทักษะทางเทคโนโลยีกับครูและโรงเรียน และ The Tutor Teacher Activity ที่ให้ครูมีสิทธิ์ลดชั่วโมงการสอนปกติโดยแลกกับการแบ่งปันความเชี่ยวชาญของตนกับเครือข่ายการทำงานนอกรั้วโรงเรียน สองโครงการนี้สอดคลล้องกับหลักสูตรแกนกลางของฟินแลนด์ แต่ก็พึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลกับเทศบาล การนำรูปแบบการทำงานใหม่มาใช้จึงมักเป็นไปอย่างช้าๆ และได้รับผลตอบรับเชิงลบในระยะแรก รายงานจึงชี้ว่า หากเป้าหมายเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับระบบการศึกษา การจัดสรรทรัพยากรก็ต้องเป็นไปอย่างมีระบบ ไม่เช่นนั้นก็เสี่ยงต่อการเพิ่มความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและจะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เพราะแม้แต่นวัตกรรมหรือโครงการง่ายๆ แต่มีการบริหารทรัพยากรในขั้นพัฒนา การนำไปใช้ และการจัดหาเงินทุนที่ดี จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ดีและอาจมีประสิทธิภาพกว่าด้วยซ้ำไป
คนทำงาน แขนขาของระบบงานเยาวชน
ไม่เพียงเฉพาะกลไกและเงินทุนที่เปิดทางให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่คนทำงานเบื้องหลังในภาคประชาสังคม องค์กรไม่แสวงหากำไร ศูนย์เยาวชน ภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของเยาวชน
งานเยาวชนคล้ายคลึงกับงานสังคมสงเคราะห์ แต่งานเยาวชนจะมุ่นเน้นไปที่การพัฒนาเยาวชนเป็นหลัก ทว่าในหลายประเทศ งานเยาวชนเป็นบริการที่ไม่ได้ถูกมองเทียบเท่ากับบริการด้านอื่นในขอบเขตงานสังคมสงเคราะห์ ซึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่ขาดแรงจูงใจ แม้งานเยาวชนจะอยู่ในระดับนโยบายก็ตาม ปัญหาในระดับปฏิบัติยังเป็นผลมาจากการขาดพื้นที่สำหรับผลักดันหรือปกป้องสิทธิของตัวเอง เพราะอาจไม่มีสมาคมวิชาชีพด้านงานเยาวชนอย่างเป็นทางการ รวมถึงไม่มีหลักสูตรอาชีพด้านงานเยาวชนโดยเฉพาะ และถึงมี ในแต่ละสถาบัน/มหาวิทยาลัยก็ใช้ชื่อและแนวทางการสอนที่แตกต่างกัน วิธีแก้ไขจึงเป็นการกำหนดมาตรฐานหลักสูตรวิชาชีพ กำหนดคุณวุฒิของคนทำงานด้านเยาวชน แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการทำงานเยาวชนไม่ใช่งานราชการเสียทีเดียว หากแต่เป็นการทำงานกับกลุ่มประชากรที่เป็นทั้งปัจจุบันและอนาคตของสังคมนั้นๆ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าทักษะอย่างการเห็นอกเห็นใจ การให้คำปรึกษา การแนะแนวทาง ฯลฯ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยดึงศักยภาพของเยาวชนออกมาได้ ซึ่งเรียกร้องความเป็นมืออาชีพด้วยเช่นกัน

ท้ายสุดแล้ว รายชื่อคนแห่งปีของ Time ข้างต้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีระบบ เวที และมีการสนับสนุนเด็กๆ เหล่านั้นเบื้องหลัง นั่นทำให้เราพูดได้ว่า สิ่งที่โลกต้องการอาจไม่ใช่นวัตกรรมเด็ดๆ จากเยาวชน แต่เป็นอนาคตที่ไม่ถูกปิดกั้นด้วยมือของผู้ใหญ่ต่อเด็กๆ ในวันนี้
อ้างอิง
- theguardian.com
- theconversation.com
- theconversation.com
- hundred.org
- gypi.studiopompelmoes.eu
- urbact.eu
- childfriendlygovernance.org





