- วารสาร The Lancet พบว่าคนในช่วงวัย 16-25 ปี กว่าร้อยละ 70 รู้สึกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ ส่วนผลสำรวจจาก U-Report ปี 2024 พบว่า แม้เยาวชนไทยร้อยละ 90 ต้องการมีส่วนร่วมในประเด็นสภาพภูมิอากาศ แต่มีเพียงร้อยละ 34 ที่ได้รับโอกาสนั้นจริง สถิตินี้บอกเราว่าคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญต่อประเด็นสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง
- ส่วนปรากฏการณ์ Youth Climate Change ในรอบห้าปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าเยาวชนระดับสากลต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง พวกเขามีส่วนร่วมผ่านการประท้วงหยุดเรียนและเคลื่อนไหวทางสังคม ขณะที่เมืองต่างๆ ก็เริ่มจับมือกับเยาวชนท้องถิ่นเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ
- เยาวชนจะมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ข้อถกเถียงของการเคลื่อนไหวคืออะไร และเรามีส่วนช่วยการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยแค่ไหน นี่คือสิ่งที่เราจะไปหาคำตอบกัน
ทุกครั้งที่เกิดเวทีประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (U.N. Framework on Climate Change Convention: UNFCCC หรือที่รู้จักกันในชื่อการประชุม COP) เสียงของชนพื้นเมืองและความสนใจของคนเยาวชนต่อต่อประเด็นสิ่งแวดล้อมมักจะถูกพูดถึงเสมอ โดยเฉพาะเมื่อเกรตา ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) กล่าวสุนทรพจน์ใน COP24 ในปี 2018 คำพูดของเธอเรียกได้ว่าปลุกให้เยาวชนและคนทั่วโลกสนใจปัญหานี้อย่างจริงจัง
ในห้วงเวลาสองถึงสามปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ Youth Climate Change บอกเราเป็นอย่างดีว่าเยาวชนระดับสากลจริงจังกับประเด็นนี้ขนาดไหน และการเคลื่อนไหวในประเด็นสิ่งแวดล้อมก็ลากพวกเขาไปสู่ประเด็นทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม นั่นอาจเพียงพอแล้วที่จะบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้สนใจการเคลื่อนไหวในฐานะของกระแสชั่วครั้งคราว แต่พวกเขาพร้อมที่จะลงลึกไปกับมัน
กลับมาที่ประเด็นสิ่งแวดล้อมและบทบาทของเยาวชน วารสาร The Lancet พบว่าคนในช่วงวัย 16-25 ปี กว่าร้อยละ 70 รู้สึกกังวลอย่างมากหรือกังวลมากเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ และคนจากประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มกังวลมากกว่าเพราะพวกเขาต้องรับผลกระทบโดยตรง ผลสำรวจจาก U-Report ปี 2024 พบว่า แม้เยาวชนไทยร้อยละ 90 ต้องการมีส่วนร่วมในประเด็นสภาพภูมิอากาศ แต่มีเพียงร้อยละ 34 ที่ได้รับโอกาสนั้นจริง หากมองชุดข้อมูลนี้ประกอบกับข้อถกเถียงระดับสากลแล้ว ก็น่าสนใจว่าเยาวชนไทยอยู่ตรงไหนในการมีส่วนร่วมกับประเด็นวิกฤติสภาพภูมิอากาศ เพราะประเทศเราได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด เช่น ฝนตกหนัก น้ำท่วม อากาศร้อนจนสร้างสถิติใหม่เกือบทุกปี ถ้าหน้าหนาวไม่หลงฤดูหรือหนาวจนเกินไป เราก็แทบจะไม่มีโอกาสสัมผัสมัน นี่คือเรื่องใกล้ตัวจนเราทุกคนรู้สึกได้

Youth Climate Movement
เราอาจพูดได้ว่าจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวในประเด็นสภาพภูมิอากาศของเยาวชนเกิดขึ้นจากอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (COP11) ในปี 2005 ที่เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ซึ่งมีคณะผู้แทนเยาวชนจากสหรัฐอเมริกา แคานาดา และออสเตรเลียเข้าร่วม แนวคิดของขบวนการเยาวชนเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Youth Climate Movement) จึงถูกพัฒนาเป็นครั้งแรก เวลาต่อมา ทั่วโลกมีองค์กรเยาวชนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเข้าร่วมเป็นพันธมิตรมากขึ้น เช่น UK Youth Climate Coalition, the African Youth Initiative on Climate Change หรือ Nordic Youth Climate Action Movement
คำว่า Youth Climate Movement จึงเป็นคำเรียกรวมๆ ถึงการเคลื่อนไหวของเยาวชนทั่วโลก พวกเขาดำเนินงานโดยทีมอาสาสมัคร ซึ่งมีหน้าที่ประสานงาน จัดระเบียบ และเตรียมความพร้อมให้เยาวชนในการเจรจาระหว่างประเทศในประเด็นสภาพภูมิอากาศ ส่วนทุนดำเนินการจะมาจากเงินบริจาคขององค์กรสมาชิก บางครั้งก็มาจากองค์กรภายนอกอย่าง UNICEF หรือรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ แต่สิ่งนี้ก็เป็นเพียงการเคลื่อนไหวระดับทางการเท่านั้น
เมื่อเยาวชนลุกขึ้นมาปกป้องอนาคตของตัวเอง
ตอนอายุ 9 ขวบ เกรตา ธันเบิร์กถามครูประจำชั้นว่าทำไมถึงสอนเรื่องประหยัดน้ำ-ไฟ และห้ามกินทิ้งกินขว้าง ครูจึงอธิบายเรื่องการเปลี่ยนแปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอตั้งข้อสงสัยว่า “ถ้ามนุษย์สามารถเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศของโลกได้จริงๆ นี่มันเป็นเรื่องใหญ่มาก ทุกคนควรจะต้องสนใจและพูดกันแต่เรื่องนี้แล้ว แต่ปรากฏว่าไม่เห็นมีใครสนใจกันเท่าไหร่”
ไม่จำเป็นต้องเป็นเหลนปู่ของสวานเต อาร์เรเนียส (Svante Arrhenius) แบบเกรตา ธันเบิร์ก นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมีเมื่อ ค.ศ. 1903 ผู้ค้นพบว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรยากาศทำให้โลกอุณหภูมิสูงขึ้น หากเราสัมผัสกับอุณหภูมิเพี้ยนๆ กับการรณรงค์ลดโลกร้อนในรั้วโรงเรียน ก็น่าจะปะติตปะต่อเรื่องเหล่านี้ได้ นั่นทำให้เธอลงลึกกับปัญหาโลกรวนนับแต่นั้น

หลังวลีอันลือลั่นอย่าง “How dare you?” ในเวที COP24 และปัญหาคลื่นความร้อนกับไฟป่าของสวีเดนในปีเดียวกัน เกรตา ธันเบิร์กตัดสินใจประท้วงหยุดเรียนทุกวันศุกร์ เพื่อไปนั่งที่บันไดตึกรัฐสภาสวีเดน เรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีส การหยุดเรียนประท้วงของเธอนำไปสู่แคมเปญ Fridays for Future (FFF) หรือก็คือการหยุดเรียนเพื่อเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองจัดการกับปัญหาสภาพอากาศ โดยการให้อุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน
การประท้วงดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นในวันศุกร์ตั้งแต่ปี 2018 จนถึง 2023 โดยในวันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2019 มีผู้เข้าร่วมประท้วงกว่า 4 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนในโรงเรียน การประท้วงของเยาวชนทั่วโลกยังได้รับการสนับสนุนจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ในยุโรปโดยไม่มีคำวิพากษ์ใดใดต่อการประท้วงแบบสันติวิธี ข้อคิดเห็นหนึ่งของพวกเขายังถูกระบุในวารสาร Nature ฉบับเดือนมีนาคม ปี 2019 ว่า “แนวคิดการประท้วงหยุดเรียนเป็นนวัตกรรมใหม่ เป็นการยั่วยุ และผมคิดว่านี่เป็นรูปแบบที่ถูกต้องของการฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่ใช้ความรุนแรง”
ส่วนตัวอย่างการมีส่วนร่วมลักษณะเดียวกัน คงไม่พ้นกลุ่ม ‘Just Stop Oil’ ที่ต่อต้านการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งก่อตั้งในปี 2022 ข้อเรียกร้องหลักคือสหราชอาณาจักรต้องหยุดอนุมัติโครงการที่ใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ซึ่งพวกเขาเคยใช้กลยุทธ์การเดินขบวน ปิดถนนสายหลัก ใช้กาวติดมือตัวเองกับผลงานศิลปะ ทุบกระจกนิรภัยในพิพิธภัณฑ์ รวมถึงขว้างซุปมะเขือเทศใสภาพวาดแวนโก๊ะ (ซึ่งพวกเขาอ้างว่าซุปทำจากแป้งข้าวโพดและล้างออกด้วยการใช้น้ำฝน ส่วนเจ้าหน้าที่ก็กล่าว่า ภาพวาดดูเหมือนไม่ได้รับอันตรายใดใด)
ปี 2025 กลุ่ม Just Stop Oil ประกาศยุติการเคลื่อนไหวบนท้องถนน ยกเว้นแต่เพียงในศาลและในเรือนจำ พวกเขาอ้างว่าประสบความสำเร็จกับการทำให้รัฐบาลบรรจุประเด็นการยุติการใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินในนโยบาย มากไปกว่านั้น พวกเขาประกาศว่าจะกลับมาพร้อมแบนเนอร์และวิธีใหม่ๆ แต่นั่นก็ทำให้เกิดคำถามกว้างขวางถึงวิธีการเสียมากกว่าสารของพวกเขา
ส่วน Extintion Rebellion กลุ่มเคลื่อนไหวในอังกฤษที่เรียกร้องให้รัฐบาลลงมือยุติการสูญเสียของความหลากหลายทางชีวภาพ พวกเขามีความโดดเด่นไม่แพ้กัน แม้ไม่ได้มุ่งไปที่วัตถุทางวัฒนธรรมแบบ Just Stop Oil แต่วิธีการของพวกเขาก็ทำให้คนเสียงแตกพอสมควร นั่นคือฝั่งที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยกับการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ
การเคลื่อนไหวของกลุ่ม Just Stop Oil, Extintion Rebellion และกลุ่มอื่นๆ มีราคาแพงมหาศาลในทุกด้าน แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่า กลยุทธ์ไร้แกนนำ โครงสร้างหลวมๆ และกระจายตัวได้ง่าย ทำให้คนทั้งโลกตระหนักถึงปัญหาโลกรวนได้จริง แม้ทั้งรัฐและพวกเขาจะมีราคาที่ต้องจ่ายก็ตาม

รายงานจาก Green Economy Coalition และ Climate Vanguard (2023) เผยว่า ภูมิภาคใต้ทะเลทรายซาฮาราคือพื้นที่ที่คนเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ซึ่งต่างจากการเคลื่อนไหวแบบสันติวิธีของเยาวชนซีกโลกเหนือ ซึ่งมักเป็นคนผิวขาวชนชั้นกลางและได้พื้นที่สื่อ สอดคล้องกับการยุติการประท้วงของหลายๆ กลุ่ม ข้อค้นพบสำคัญของรายงานนี้คือ Youth Climate Change ทั่วโลกมีผู้เข้าร่วมประท้วงน้อยลงหลังจากดำเนินการไปสักระยะ เพราะผลจากโควิด-19 และรัฐบาลผลัดใบในหลายประเทศใหญ่ แต่การชะลอตัวนี้มาจากการปรับกลยุทธ์ด้วย คือปรับจากการประท้วงหยุดเรียนและเดินขบวนสั้นๆ เพื่อเรียกร้องให้ผู้ออกนโยบาย ‘รับฟัง’ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ กลายมาเป็นการวิเคราะห์ระบบทุนนิยมและภาวะหลังอาณานิคมซึ่งพวกเขากว่าครึ่งมองว่าเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญ พวกเขาไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงแค่นโยบาย แต่ต้องการการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ นั่นคือโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง มากไปกว่านั้น พวกเขาต้องการการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม รายงานเผยว่า มีการก่อตัวของกลุ่มรักษ์โลกที่เน้นกลยุทธ์แบบยืดหยุ่นซึ่งต่างจากฝ่ายที่เน้นเคลื่อนไหวแบบตายตัวในตำรา จึงทำให้ยังไม่มีทฤษฎีที่ใช้อธิบายการเคลื่อนไหวของ Youth Climate Movement ได้อย่างครอบคลุมและสอดคล้องกัน และเหมือนกับหลายวงการ รายงานระบุว่า เงินทุนจำนวนมากเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของระบบที่พวกเขาต้องการต่อต้านเสียเอง

แนวทางอื่นๆ
ไม่เพียงแต่การเคลื่อนไหวในเชิงองค์กรเท่านั้น การมีส่วนร่วมเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเกิดจากกลไกเมืองได้อีกทาง เช่น สภาเมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ร่วมมือกับกลุ่มเยาวชนพื้นเมืองหรือกลุ่ม ‘รันกาตาฮี เมารี’ เพื่อพัฒนาแผนรับมือสภาพภูมิอากาศของเมือง ผ่านคณะกรรมการที่ปรึกษาเยาวชนและการหารือกับเยาวชนที่ออกมาประท้วง แผนนี้ได้รับการรับรองในปี 2020 มีงบประมาณ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้โครงการด้านสภาพภูมิอากาศที่เยาวชนพื้นเมืองมีส่วนร่วม
ขณะที่เมืองกอร์โดบา ประเทศอาร์เจนตินา มีโครงการ Young Innovators Programme ซึ่งจำกัดผู้เข้าร่วมที่ที่อายุ 18-35 ปี ให้รางวัลผู้ที่มีแนวทางแก้ไขปัญหาท้องถิ่นอย่างยั่งยืนมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเมืองฮิวสตัน สหรัฐฯ ที่จัดตั้งเวทีเฉพาะเพื่อให้เยาวชนพูดคุยกับเมืองและเครือข่ายอื่นๆ ในการจัดการกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ ส่วนรัฐบริติชโคลอมเบีย ประเทศแคนาดา ออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่เพื่อบูรณาการประเด็นสภาพภูมิอากาศเข้าไปในทุกวิชาเรียน
ข้อมูลจาก Centre for Public Impact ตั้งข้อสังเกตว่า ความพยายามของคนรุ่นใหม่มักถูกจำกัดด้วยทรัพยากรทางการเงิน การศึกษา และเครือข่ายที่เหมาะสมสำหรับสนับสนุนแนวคิดของพวกเขา และหากรัฐบาลใส่ใจกับอนาคตของประเทศตัวเอง ก็ควรจะมีพื้นสาธารณะเพื่อสนับสนุน แลกเปลี่ยน รับฟัง และเสนอแนะเยาวชนได้อย่างตรงจุด
คำถามคือ แล้วถ้าไม่ใช่กลไกเครือข่ายและกลไกเมืองล่ะ เราจะมีส่วนร่วมยังไงได้บ้าง คำตอบง่ายๆ ก็คือการอนุรักษ์ทรัพยากรใกล้ตัวนี่แหละ เช่น ปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ ไม่เเปิดน้ำทิ้งไว้ ปิดคอมพิวเตอร์เมื่อใช้งานเสร็จ ใช้หลอดไฟฟลูออเรสเซนด์ แยกขยะ ใช้ของจากวัสดุรีไซเคิล เข้าร่วมแคมเปญอย่าง Earth Hour ปิดไฟ 1 ชั่วโมงทุกปี หรือกระทั่งตั้งชมรมสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งทั้งหมดเริ่มได้ง่ายๆ เพียงสองมือของเรา
จากการไล่เรียงตั้งแต่ระดับตัวเอง โรงเรียน ชุมชน และโลก เราจะเห็นได้เลยว่าเยาวชน (และคนทุกเพศทุกวัย) สามารถเข้าร่วมกับแคมแปญต่างๆ ได้ตลอดเวลา บางกรณีก็นำไปสู่การเปลี่ยนนโยบายได้จริง และบางกรณียังเป็นการเคลื่อนไหวที่ต้องอาศัยเวลาขับเคลื่อนต่อไป
อ้างอิง
- unicef.org
- amnh.org
- centreforpublicimpact.org
- greeneconomycoalition.org
- weforum.org
- en.wikipedia.org
- the101.world
เครดิตภาพปกภาพถ่ายโดย Li-An Lim จาก Unsplash





